2008/Feb/27

          เวลาล่วงถึง 4 ทุ่มกว่า ด้วยกิจวัตรส่วนตัวที่เราทำเป็นปรกติ ผมนั่งอ่านการ์ตูน
เพื่อนผมนอนดูทีวี เราอยู่กับสิ่งที่เราต้องการโดยไม่สนใจอะไรอื่นมาพักหนึ่งแล้ว
และคงจะเป็นอย่างนั้นต่อไปถ้าไม่สังเกตุเห็นอะไรบางอย่าง
    สายตาของเราทั้งคู่จับอยู่ที่ร่างเล็กๆ ซึ่งกำลังหยัดกายลุกขึ้นอย่างยากลำบาก
ขาของมันดูไร้เรี่ยวแรง มันล้มฟุบลงกับพื้นหลังจากเดินได้เพียงไม่กี่ก้าว  ลมหายใจ
หอบแผ่วบริเวณจมูกและช่องปากเปลี่ยนจากสีชมพูเป็นสีม่วงอ่อน ๆ  

“ทำไมจู่ ๆ เป็นแบบนี้ไปได้” เพื่อนพูดขึ้น
ผมตอบไปว่า “ไม่รู้เหมือนกัน! เพิ่งจะเห็นนี่แหละ”
          
          กว่าจะสำนึกได้ในวันนี้ ว่าที่จริงแล้วมันออกอาการมาตั้งแต่หัวค่ำ
แต่เราไม่สนใจเลย ทุกอย่างก็สายเกินไป
    

          เรารีบติดต่อหาโรงพยาบาลที่ยังเปิดทำการอยู่ สรุปว่าเป็น
ที่ซึ่งเราเพิ่งไปมาตอนบ่าย
         
          เมื่อไปถึงอาการของลูกแมวก็ย่ำแย่หนักแล้ว เราได้ลัดคิว
เข้าห้องตรวจเพราะกรณีรักษาฉุกเฉิน  ซึ่งคำว่าฉุกเฉินของคน
กับแมวนั้นไม่เหมือนกันในทางปฏิบัติสักนิด ผมยังเห็นสัตวแพทย์
และผู้ช่วยคนอื่นๆ นั่งจิบกาแฟคุยกัน ในขณะที่ลูกแมวบนโต๊ะตรวจ
นั้นเริ่มมีอาการน้ำลายฟูมปากแล้ว แพทย์ที่รับมือกับความตายกลับ
มีเพียงคนเดียว ซึ่งไม่ใช่คนเดียวกับที่เรามาพบตอนบ่าย ตอนนั้นเอง
ผมรู้สึกอยากเจอกับสัตวแพทย์หนุ่มแว่นหนาคนนั้นเหลือเกิน

          ลูกแมวอาการแย่ลงในขณะที่สัตวแพทย์ให้น้ำเกลือ และ
อ๊อกซิเจน เขาถามถึงอาการของมันก่อนหน้านี้ คุยกันจนได้ความว่า
อาจเป็นอาการแพ้ยาขั้นรุนแรง เขาถามถึงยาแก้ใข้ที่เราให้แมว ว่ามีตัวยา
ชนิดไหนเป็นส่วนประกอบบ้าง ซึ่งผมและเพื่อนไม่เคยสังเกตุ กระทั่ง
ไม่เคยสนใจ เพราะเภสัชเป็นคนจ่ายยาให้  แน่นอนว่าต้องปลอดภัยอยู่แล้ว
เราคิดกันอย่างนั้น
          ผมโทรหาเพื่อนอีกคนที่บ้าน เพื่อขอให้เขาอ่านฉลากยา บอก
รายละเอียดเกี่ยวกับตัวยาประกอบ  เพื่อนอ่านชื่อสารสังเคราะห์,ข้อมูล
บนฉลากยาโดยมีผมพูดทวน  สัตวแพทย์ก็คอยจดอยู่ข้างๆ
และเมื่อถึงตอนหนึ่ง ที่ผมทวนคำเพื่อนว่า “ไฮโดรโพเพน”   
ผมสังเกตุเห็นสัตวแพทย์ชะงักมือเล็กน้อย ก่อนจดลงกระดาษ
เขาส่ายหัวแล้วชำเลืองไปที่ร่างของลูกแมว ซึ่งเป็นกิริยาที่ผมรู้สึกได้
ว่ามันคงไม่ใช่เรื่องดีแน่นอน
    

          สรุปจากข้อมูลทั้งหมดได้ว่าลูกแมวมีอาการแพ้ตัวยาชื่อ “ไฮโดรโพเพน”
ในยาแก้ไข้เด็ก  สารนี้ทำให้ระบบเม็ดเลือดแปรปรวนซึ่งมีผลทำให้ปอด
ไม่สามารถผลิตออกซิเจนได้ตามปรกติ พูดง่ายๆว่าตอนนี้มันกำลังอยู่ใน
ภาวะขาดอากาศหายใจ และคาดว่าอาการนี้เริ่มมานานแล้ว  เราสองคน
ได้แต่นิ่งและสบตากัน  เรามองไปที่ลูกแมว อาการมันแย่ลงเรื่อยๆ ขาเริ่มแข็ง
และมีน้ำลายฟูมปากเปรอะกรังกว่าเดิม มันต้องทรมานอย่างนี้จนตายเลยหรือ?
          
          ผมรีบตั้งสติแล้วถามสัตวแพทย์ว่า พอจะมีโอกาสรอดบ้างมั้ย
ซึ่งก็ไม่ได้คำตอบชัดเจน

          เวลาของมันผ่านไปอย่างทรมานสาหัสและไร้ค่า คำตอบของสัตวแพทย์
ยังคงตอบแบบอ้อมหลบหลีกไปมา  จนผมทนไม่ไหวจึงถามไปตรงๆ ว่า ถ้าหมอ
รู้อยู่แล้วว่ามันไม่รอด ช่วยฉีดยาให้มันไปสบายกว่านี้ได้มั้ย เขาปฏิเสธด้วยเหตุผล
ที่ว่า “เราไม่ควรทำแบบนั้น ปล่อยให้มันไปเองดีกว่า”
    
          ที่เวลา 5 ทุ่มครึ่ง โรงพยาบาลเริ่มปิด เป็นเวลาเดียวกับที่
ลมหายใจแผ่วบางของมันหยุดลง สรุปว่าสัตวแพทย์ตัดสินใจ
“ปล่อยให้มันไปเองดีกว่า” ด้วยอาการหายใจไม่ออกประมาณ 1 ชม.   

          ระหว่างทางกลับบ้านผมนึกถึงคำพูดหนึ่งของเขา
ก่อนที่ลูกแมวตัวเล็กจะจากไปอย่างไม่มีวันกลับ  -
“ดูสิ...มันพยายามสุดอากาศเข้าปอดสุดแรงเลย”  -นึกไม่ออกจริงๆ ว่าเขาพูด
ด้วยอารมณ์และจุดประสงค์แบบไหน
          ผมรู้สึกชื้นและแสบบริเวณหว่างตา ภาพภายนอกพร่าเลือน
ผมยกมือขึ้นปาดแก้ม -ใกล้ถึงบ้านแล้ว
    
          

          คืนนั้นผมนอนไม่หลับเพราะความเสียใจ และเปลี่ยนเป็นอารมณ์
โมโหร้ายตอนรุ่งเช้า ผมโทษคนอื่น โทษส่วนประกอบต่าง ๆที่ทำให้เกิด
เหตุการณ์เมื่อคืน ไม่ว่าคนข้างบ้านที่ให้คำแนะนำให้ใช้ยาแก้ไข้เด็ก ,
เภสัชกรที่รับรองว่าตัวยานี้ใช้กับแมวได้, ยาแก้ไข้เด็กที่ทำหน้าที่เหมือนยาพิษ,
สัตวแพทย์หนุ่มแว่นหนา ผู้ตรวจโรคอย่างมักง่ายบัดซบ  กระทั่งสัตวแพทย์คนเมื่อคืน
ที่ไม่ทำอะไรเลย เอาแต่พูดอธิบายไปต่างๆนานา แล้วสุดท้ายก็ปล่อยให้ลูกแมว
ขาดอากาศหายใจตายอย่างทรมานช้าๆ   ซึ่งคนที่ผมเห็นว่ามีความผิดร้ายแรงที่สุด
คือเภสัชกร ผมจึงรอจนร้านขายยาเปิด เพื่อบอกสิ่งที่เกิดขึ้นจากยาพิษนั่น
          
          เมื่อเดินถึงหน้าร้านเพื่อนผมบอกว่าเภสัชที่ขายยาเมื่อวานไม่อยู่ แต่ผม
ไม่เปลี่ยนใจ ผมเดินเข้าไปในร้านขายยาและบอกพนักงานว่ามีเรื่องต้องคุย
กับเจ้าของร้าน
    
          เจ้าของร้านขายยาเป็นหญิงวัยกลางคน  ผมเริ่มพูดโดยไม่ต้อง
รอเธอถาม ระหว่างพูดผมสังเกตุเห็นเธอมีสีหน้าไม่พอใจ ท่าทางเธอ
คงอยากโต้ตอบผมมากกว่าจะรู้สึกผิด สุดท้ายเธอก็แก้ตัวด้วยอาการเอาเรื่อง
และอารมณ์ไม่ดีว่า “คนเค้าก็ซื้อไปตั้งเยอะ ไม่เห็นใครเป็นไร”
ผมบอกเธอว่าผมไม่โกหกหรอก สัตวแพทย์รับรองมาแบบนี้แล้ว
เธอรีบสวนขึ้นมาว่า “ฉันขายมาตั้งนาน ไม่เห็นใครเป็นอะไร”
ผมตอบเธอ – “มีแน่นอนครับ แต่เค้าคงไม่เห็นเหตุจำเป็นต้องมาบอกคุณ
                       แต่ที่จริงแล้วมันจำเป็นมาก ผมมาบอกคุณเพราะไม่อยาก
                       ให้มีแมวต้องมาตายเพราะความเข้าใจผิดแบบนี้อีก นี่แหละ
                       ที่ผมต้องการ”

          เธอมองหน้าผม ผมไม่รู้หรอกว่าเธอกำลังคิดอะไร  หรือมองผม
ด้วยความรู้สึกแบบไหน ผมเดินออกมาจากร้านขายยา ยังทันได้ยินเสียงเธอ
บ่นตามหลังมาว่า “แล้วทำไมไม่พาไปหาหมอแต่ทีแรก มาซื้อยาร้านกูทำไม”
          ผมชะงักเท้า หน้าร้อนวูบ ตั้งใจจะหันกลับไประเบิดคารม
แต่ก็ไม่ทำ คำถามของเธอตรึงผมอยู่กับที่ อยู่กับความคิดสับสนของตัวเอง
เอ   นั่นสิ...ทำไมผมไม่พามันไปหาหมอซะตั้งแต่แรก….
    
          1 อาทิตย์ผ่านไป ผมยังคงเสียใจและคิดทบทวนเรื่องราวที่เกิดขึ้น
และได้พบกับความน่ารังเกียจของตัวเอง  คือผมโยนความผิดให้คนอื่น
โดยไม่มองตัวเอง  ผมปล่อยใจไม่คิดรอบคอบให้ดีเกี่ยวกับยาแก้ไข้
ที่เอามาให้ลูกแมวกิน ถ้าผมซึ่งเป็นผู้เลี้ยงไม่คิดแล้วใครจะคิดแทนกันเล่า
อาการป่วยของมันหนักข้อขึ้นโดยไม่สนใจจะสังเกตุ มัวแต่ทำสิ่งที่คิดว่าสำคัญ
หรืออยากทำ เช่น งานต้องส่งด่วน , ซักผ้า , นอนหลับพักผ่อน , อ่านการ์ตูน  ฯลฯ
แล้วลูกแมวที่นอนป่วยอยู่นั่นไม่สำคัญหรอกหรือ

ผมนึกภาพที่ไม่อยากนึก ซึ่งเกิดขึ้นในคืนวันจันทร์
ผมกำลังอ่านการ์ตูน เพื่อนกำลังดูทีวี และลูกแมว
 ...มันกำลังจะตาย 
 





          ผ่านไปเกือบเดือน เรายังคงคิดถึงลูกแมวตัวเล็กตัวนั้น
แต่ความเศร้ากลับจางหายไปในเรื่องราวของชีวิตประจำวัน
ที่ผ่านเข้ามาไม่หยุดหย่อน

          ในเย็นวันหนึ่งเมื่อเพื่อนผมกลับจากไปซื้อของในตลาด เขาเล่าให้ผมฟัง
ด้วยสีหน้ายินดีว่า แมวในตลาดออกลูกอีกคอกนึงแล้ว ไปเอามาเลี้ยงจะดีมั้ย
         คำถามของเขาทำให้ผมคิดย้อนไปต่างๆนานา  ทุกภาพทุกเหตุการณ์
และทุกคำพูดชัดเจนขึ้นอีกครั้ง เหมือนเปิดเทปบันทึกเรื่องราวในอดีต
ภาพต่อเนื่องไหลไปเรื่อยๆ กระทั่งมาหยุดลงตรงคำพูดของสัตวแพทย์ในคืนนั้น
         
         ผมพูดกับเพื่อนในทำนองเดียวกันกับเขา  “เราไม่ควรทำแบบนั้น
ปล่อยให้มันอยู่ของมันไปดีกว่า”
  ผมมองสะเก็ดแผลเล็กๆ ที่หลังมือ
อันเกิดจากรอยเล็บเล่นของลูกแมวผู้ล่วงลับ แล้วพูดกับเพื่อนต่อว่า
“ถ้าเราอยากเลี้ยงสัตว์เพราะต้องการดูแล และให้ความสุขกับมันจริงๆ
ก็แวะเอาข้าวมาให้มันที่ตลาดบ่อยๆ ก็ได้” เขามีสีหน้าผิดหวัง
ผมจึงพูดติดตลกไปว่า “บางทีเราน่าจะหาทามาก๊อตจิมาเลี้ยงสักเครื่องดีมั้ย”
….เพื่อนผมไม่หัวเราะ
    
          
          ปัจจุบัน ความนิยมในการเลี้ยงสัตว์ของคนเพิ่มมากขึ้น
เรื่องราวที่ผมบอกเล่านี้เพื่อต้องการเตือนผู้เลี้ยงสัตว์ทุกคน
ด้วยความหวังดี บางอย่างที่เราคิดว่าใช่กลับไม่ใช่  
ซึ่งความเข้าใจผิดลักษณะนี้อันตรายมาก
โดยเฉพาะในสังคม ที่นิยมปลอบใจกันเมื่อสัตว์เลี้ยงเสียชีวิตว่า
“ไม่เป็นไรน่า มันตายไปแล้ว หาตัวใหม่มาเลี้ยงเอา”

หุ่นยนต์สัตว์เลี้ยงอาจเหมาะกว่าก็เป็นได้