"ชีวิต คือ ความไม่ยุติธรรม"

        เป็นข้อความที่ค่อนข้างมืดหม่น และเป็นไปในทางลบไม่น้อย  ซึ่งในเวลานึง

ของชีวิต   เมื่อมนุษย์คนหนึ่งย่างก้าวเข้าสู่สถานการณ์อันเหมาะเจาะ  เขาจะได้พบ

ความจริงที่ว่านั้นด้วยตนเอง

        ตามธรรมชาติแล้ว "ความยุติธรรม" ไม่น่าจะใช่สิ่งแท้ที่สามารถจับต้องได้

ธรรมชาติมีเพียงวัฎจักรเท่านั้น ---

        เสือนักล่าไล่กวด ตะครุบฆ่า ฉีกกินเนื้อของลูกกวางที่ยังไม่เดียงสา  แต่พ่อ

และแม่กวางไม่สามารถไปกระทำอย่างนั้นกลับต่อลูกเสืือได้  ทำได้เพียงแค่ดำรง

ชีวิตต่อไป เล็มหญ้า สืบพันธุ์ อพยพเดินทาง หรืออะไรก็สุดแท้แต่  ทว่าธรรมชาติ

ก็มีระบบโครงสร้างของมันเองไว้จัดการกับทุกๆเรื่อง    เสือไม่ได้คงอยู่เป็นนักล่า

ผู้ไร้เทียมทานไปได้ตลอด เมื่อถึงอายุขัยและมันได้ตายลงกลายเป็นซาก สสารนั้น

กลับคืนสู่ดิน เป็นอาหารหล่อเลี้ยงพันธุ์พืชให้เหล่าฝูงกวางได้เล็มกินกันต่อไป

 

        ทั้งหมดนี้อาจสรุปได้ว่า ธรรมชาติและการดำรงอยู่ของชีวิตนั้นมีสมดุลย์ที่

ยอดเยี่ยมน่าประหลาด จนไม่ต้องเอ่ยถามหาความยุติธรรมใดๆอื่นอีก  เพราะฉะนั้น

ความไม่ยุติธรรมของชีวิตในช่วงเวลาหนึ่ง  ก็ย่อมเป็นเรื่องสามัญที่จะเกิดขึ้นได้

มันไม่ใช่เรื่องน่าตระหนกสักนิด  ถ้าเทียบกับความโหดร้ายของมนุษย์ที่พยายาม

ฉีกกระชากทั้งความสมดุลย์และวัฎจักรทั้งหมดทิ้งไป ซึ่งนั่นคือความน่าสะพรึงกลัว

อันแท้จริง

        มนุษย์ทำเรื่องต่ำทรามสารพัด ที่สัตว์เดรัจฉานอย่างที่เราเรียกกันไม่เคย

คิดฝันจะทำ  แย่งชิงกันเองอย่างตะกละ เต็มไปด้วยกิเลสราคะท่วมท้นจิตวิญญาณ

ในแบบฉบับที่เรียกได้ว่าถ่มน้ำลายรดสมดุลย์แห่งระบบ  โดยที่บางครั้งแม้กระทั่ง

ตนเองก็ไม่รู้ตัว    แล้วกลับคิดว่าตนเอาชนะธรรมชาติได้ ไม่รู้เลยว่าแผนการ

และเส้นทางชีวิตที่อุดมไปด้วยคุณค่าแห่งอารยธรรมของผู้เจริญแล้ว อันสุขสม

สวยหรูของเขานั้น เป็นเพียงภาพสมมุติซึ่งจำลองขึ้นมาอย่างโง่ๆ ที่จะพาให้เผ่า-

พันธุ์ของตนออกนอกลู่ทาง และพังพินาศลงอย่างน่าสมเพชที่สุด   แน่นอน ว่า

คงมีคำถามสวนขึ้นมา "งั้นมึงก็ไปอยู่ป่าเหมือนยุคหินสิ ดีมั้ย?" ซึ่งนั่นไม่ใช่

คำถามที่ดี มันมักง่าย, เหมารวม, ไม่มีความเป็นกลาง และทำให้มนุษย์ถูกฉุด

ลงต่ำมากขึ้น   ตัวอย่างคือ เราคงไม่ปล่อยให้งูพิษที่ดุร้ายเลื้อยมากัดเราง่ายๆ

ถ้าทำได้ เราคงเหยียบมันให้ตายเพื่อความปลอดภัยของตนเอง  ทว่าบางคน

อยากรู้สึกปลอดภัยกว่านั้น พวกเขาไล่ฆ่างูในละแวกบ้านไม่มีเหลือ   แต่ที่

เลวร้ายกว่า คือคนบางประเภทที่พยายามล้างบางพันธุ์งูให้สูญสิ้นไปจากโลก

และในจุดนั้น เขาทำเพื่อความสนุกสะใจของตน ไม่ใช่เพื่อความปลอดภัย

อีกต่อไป   เขาเหล่านั้นจึงไม่มีสิทธิ์มาตั้งคำถามแบบถากถางว่า "ถ้าแน่จริง

ไม่ให้งูมันกัดมึงเลยล่ะ?"

 

        "เพี๊ยะ!!" นุ่นตบแก้มตัวเองฉาดใหญ่ ในฐานที่เข้าใจผิดว่าตบยุงที่กัด-

ดูดเลือดเขาอยู่  มันคงบินหนีไปในความมืดแล้ว

        ไม่น่าเชื่อว่าเพียงเรื่องเสาไฟในซอยชุมชนแออัดแห่งนี้ ไม่สว่างเหมือน

ริมถนนในเมือง จะทำให้เขาคิดฟุ้งซ่านไปถึงความยุติธรรมของชีวิตบ้าบออะไรนั่น

ได้เยอะแยะแบบนี้   เขาย่ำเดินไปบนทางตลบฝุ่นอย่างเดียวดายในคืนมืดมิด

รอบข้างสงัดนิ่งไม่ไหวติง ราวกับสิ่งมีชีวิตทุกประเภทได้ล้มหายตายจากโลกนี้ไป

หมดสิ้นแล้ว  ความกดดันหนักอึ้งเหมือนภูเขาไฟยักษ์ทอดตัวเงียบเชียบเพื่อรอการ

ปะทุระเบิดแบบอลังการและเต็มไปด้วยเขม่าควันแห่งความชั่วร้ายและการสูญเสีย

ทำให้แต่ละก้าวที่ผ่านไปนั้นช่างเย็นยะเยือกและลำบากมากขึ้น   นุ่นพยายามจะ

พาตัวเองให้กลับไปยังความคิดฟุ้งซ่านเมื่อครู่ ทว่าสายไปเสียแล้ว   จิตใจของเขา

ถูกความมืดตรึงให้ติดกับ    ภาพในอดีตปรากฎชัดขึ้นทุกขณะลมหายใจ  และตอนนี้

มันอยู่เบื้องหน้าเขาแล้ว  กลิ่นเหม็นราวซากศพลอยคลุ้งอยู่ในบรรยากาศบิดเบี้ยว

ภูเขากองขยะ!

        หลังจากรีรออยู่ไม่นานเพื่อรวบรวมความกล้า  นุ่นก็ย่างเท้าเข้าไปในเขตแดน

สนธยาแห่งวัยเด็ก  รายละเอียดต่างๆ และกลิ่นของสถานที่นี้ันั้นไม่คุ้นเคยเอาซะเลย

คล้ายกับเขาเพิ่งเคยเข้ามาครั้งแรก  แต่เมื่อเดินลึกเข้าไป นุ่นกลับจำได้ว่ามันคือที่นี่

แน่นอน!  และรูนั่นคือถ้ำ!   ทางเข้า-ออกของคนกองขยะจัญไรตัวนั้น!! เขาตัดสินใจ

คลานเข้าไปข้างใน   ทีแรก มันอับทึบและมืดทึมจนมองอะไรไม่เห็น  แต่เมื่อเมฆหนา

เคลื่อนตัวออกจากเส้นทางของแสงจันทร์ และตาเริ่มปรับตัวกับสภาพแสงน้อยนิดได้

.... นั่น!!   - นุ่นหมดแรงกับภาพที่เห็น เขาผงะหงายหลังลงกับพื้น  .....

หัว! หัว!! หัว!!!   ทั้งหัวของแมว, หมา, นก, กบ, กิ้งก่า และสารพัดสัตว์หลากหลายชนิด

และนั่น!! หัวคน!!  ทั้งคนแปลกหน้าและคนที่เคยคุ้นหน้าคุ้นตากันในซอยนี้

นุ่นแหกปากร้องไม่เป็นภาษา   แสงจันทร์นุ่มนวลที่ฉาบฉายลงมากลับดูบ้าคลั่ง คลุ้ง

กลิ่นคาวเลือด    ถ้ำขยะแห่งนี้มีขยะทุกประเภท รวมถึงส่วนหัวของสิ่งมีชีวิตอันไร้ค่า

ราวถูกตีตราเป็นสิ่งเหลือเดน เป็นเศษซากของความวิปริตผิดเพี้ยน ...และตรงนั้นเอง

- หัวของยายนวล!

ยายของไอ้แดง!! หัวนั้นลืมตาโพลงมองมายังเขา แล้วเผยยิ้ม!   นุ่นโหยหวนเสียสติ

"กลับมาซะทีนะ รอตั้งนาน"  เสียงหนึ่งดังขึ้นจากมุมมืด  นุ่นหันขวับไปยังต้นเสียง

พบกับเด็กชาย 2 คนกอดกันกลม ไม่มีเสื้อผ้าอาภรณ์ห่มกายแม้สักชิ้น  ทั้งคู่มองมาที่เขา

ช่างเป็นสายตาที่คุ้นเคยเหลือเกิน....  ใช่แดงแน่ๆ!    แล้ว..... แล้วเด็กอีกคนนึงล่ะ? ใคร?

แต่ไม่มีเวลาให้คิด- เด็กชายปริศนาผู้ล่อนจ้อนเปล่าเปลือยคนนั้นเดินเข้ามาใกล้

พร้อมมีดปังตอขอบคมแวววับเมื่อกระทบแสงจันทร์

"คราวนี้จะขออะไร?"  คำถามแห่งความละโมบผุดผาดออกจากริมฝีปากแสยะยิ้ม

 

นุ่นจำเสียงนั้นได้ดี ....

หรือตั้งแต่วันนั้น เขาถูกกักขังเอาไว้ ณ ที่แห่งนี้ตลอดมา

ภูเขากองขยะท้ายซอย....

 

Comment

Comment:

Tweet

Hot! Hot! Hot! Hot! Hot!

#3 By ฟองจันทร์ on 2010-05-17 10:28

ธรรชาติมีสมดุลของมัน

กวางไม่ได้โชคร้ายที่ถูกเอาเปรียบหรอก

เพราะหากมันไม่ยุติธรรมจริง

ต้นหญ้าที่ไม่สามารถแม้แต่จะหยับหนีกว้างได้

ก็คงน่าสงสารยิ่งกว่ากวางที่ถูกล่าโดยสิงโตเสียอีก

มีแต่มนุษย์ ที่พยายามจะโหยหาความได้เปรียบ ที่เรียกเองว่าความยุติธรรม

#2 By ฟองจันทร์ on 2010-05-17 10:27

เดินทางใต้เงาจัทร์เงาก็จะยาวกว่าเดินใต้ดวงอาทิตย์
ความจริงแท้ของโลกหมุนไปตามดาว...
ดาวยั่วบนปกนิตยสารกะหรี่ชาวเมือง
Hot! Hot! Hot!

#1 By puck on 2010-05-05 17:01

Recommend