บทนำ

       จาก 3 ตอนแรกจนถึงวันนี้ ที่ผมเริ่มเขียนตอนที่ 4  ก็ผ่านมาแล้วเกือบ 3 เดือน

จึงไม่สามารถจดจำรายละเอียดต่างๆได้ชัดเจนอีกแล้ว   ...ผมเริ่มลืมมันไป เหมือนกับ

เรื่องร้ายๆที่เคยผ่านเข้ามาในชีวิต (คนเรา(-หรือแค่เฉพาะผมเดียว?)ไม่เคยเสียใจ กับ

อะไรต่อมิอะไรนานพอ ที่จะทำให้เกิดการจดจำและเรียนรู้)

       ก่อนเขียนตอนที่ 4นี้ ผมได้ย้อนอ่าน 3 ตอนแรกจนจบ  และพบว่าเรื่องราวที่ว่านั้น

กลายเป็นเพียงอดีตไปแล้ว    ทั้งความคับข้องใจ  ความท้อแท้สิ้นหวัง  และการจากลา

       ....ครับ....

       ผมจะเล่าต่อว่า ใหญ่ได้จากไปอย่างไม่มีวันกลับในวันที่ 4 ก.พ. 2552   ถัดจาก

วันที่มันตกตึกไปไม่กี่วัน     ซึ่งสำหรับตอนนี้ ...มันเป็นเพียงอดีตไปแล้ว  และนั่นก็ทำให้

ผมแปลกใจตัวเองมากๆ   เวลาเพียงไม่กี่เดือน -"ใหญ่" ก็ถูกเก็บลงกรุแห่งความทรงจำ

ที่จะต้องจางหายไปในที่สุด    ผมโกรธแค้นตัวเองเหลือเกิน เพราะแม้กระทั่งบทความชิ้นนี้

ก็ยังมีทีท่าจะยืดเยื้อและถูกลืม ด้วยความวุ่นวายในชีวิตประจำวัน และข้ออ้างต่างๆนาๆ

แต่อย่างไรก็ดี นี่คือตอนที่ 4   -ตอนจบของเนื้อเรื่องที่มีแมวชื่อใหญ่เป็นตัวเอก  .......

-ชีวิตอันเป็นที่รัก ถึงแม้จะแค่ในอดีตก็ตาม     ก่อนที่มันจะถูกผมกับแฟนฝังลงในซอกลึก

แห่งการเวลาอันล่วงเลย จนจมดิ่งหายไปในที่สุด (ซึ่งผมเชื่อว่า นั่นคือความหมายของ -

"ความตาย" อย่างแท้จริง)

 

       ขออุทิศบทความนี้ แด่แมว -   "ใหญ" เป็นครั้งสุดท้าย

       ก่อนที่มันจะ "สูญสลายจากโลกนี้ไปอย่างสมบูรณ์"

 

 

 

         -----------------------------------------------

 

 

เช้าวันที่ 2 ก.พ. 2552

         ผมกับแฟนรีบตื่นและเดินทางไปถึง รพสัตว์เกษตร ตั้งแต่ 6 โมงครึ่ง เพื่อรับคิวจอง

ในห้องตรวจ 8 ตามประกาศเรียกนั้น มีหมอหนุ่มและผู้ช่วยรออยู่  เราเล่าถึงอาการของใหญ่

และระหว่างนั้นหมอก็ทำการตรวจเบื้องต้น เช่น คลำท้อง วัดไข้ ฯลฯ ไปด้วย    ไม่นาน ก็ได้

ข้อสรุปให้ดำเนินการดังต่อไปนี้

1.ลองป้อนอาหารเข้าไปอีก ถ้าอาเจียรก็ต้องนำตัวมาในวันพรุ่งนี้เพื่อตรวจอาการขั้นต่อไป คือ-

2.ป้อนแป้งเพื่อการทำ ultrasound    แล้วถ้ายังไม่รู้ผลอีก ขั้นตอนต่อไปคือ-

3.ผ่าสำรวจ

      เมื่อเสร็จจากห้องตรวจแล้ว ก็ต้องไปเจาะเลือด-ฉีดยา-และให้น้ำเกลือใต้ผิวหนัง และ

รับยากลับไปเพิ่มอีก

       สรุปว่าวันนี้ทำอะไรมากกว่านั้นไม่ได้แล้ว นอกจากพาใหญ่กลับบ้านไปป้อนข้าวอีก

เรา 2 คนมองหน้ากันอย่างหวั่นใจ เพราะรู้อยู่แล้วว่าใหญ่ต้องอ้วกออกมาแน่(แล้วจะให้ยา

มาเพิ่มทำไมอีก)  จึงต้องหน้าทนเป็นคนย้ำคิดย้ำทำ ถามหมอหนุ่มอีกครั้ง-พอจะลัดขั้นตอน

ไป ultrasound เลยได้มั้ย  แต่หมอยังยืนยันคำเดิมและดูจะเริ่มไม่พอใจ ว่าตอนนี้แมว

อ่อนแอมาก ยังไม่ควรทำอะไรต่อ    เราจึงต้องยอมพาใหญ่กลับบ้านอย่างเป็นกังวล

และสับสนว่า ถ้าวันนี้กลับไปป้อนอาหาร แล้วพยายามยัดยา ให้ใหญ่อาเจียรออกมาอีก

มันจะไม่ยิ่งอ่อนแอลงอีกเหรอ?  -หรือหมอไม่เชื่อเรา ว่าใหญ่กินและอาเจียรมาทุกมื้อแล้ว

ตั้งแต่เกิดอุบัติเหตุ

       เรากลับบ้านด้วยความรู้สึกหดหู่ พร้อมกับคำถามเหล่านั้น ,ยาชุดใหม่มากมาย 

       และใหญ่ที่พ่วงอยู่กับถุงน้ำเกลือ นอนฟุบอยู่ในตะกร้า

 

       เรากลับถึงบ้าน(ตึก 4 ชั้น)ไม่นานก็เริ่มค่ำ  ผมกับแฟนพยายามป้อนข้าว-ป้อนยา

ตามที่หมอหนุ่มสั่งอย่างเคร่งครัด   เพียง 5 นาทีให้หลัง สิ่งที่เรากลัวว่ามันคงเกิดก็เกิดขึ้น

ใหญ่อาเจียรออกมาอีกครั้ง ทว่าครั้งนี้เราสังเกตุเห็นลิ่มเลือดปนออกมาด้วย   แฟนผมจึง

โทร.แจ้งทาง รพ.ทันที  ได้คำตอบว่าใหญ่อาจมีแผลในระบบทางเดินอาหาร  (ซึ่งนั่น คือ

สิ่งที่ผมได้บอกหมอไปแล้ว ว่าทางรพ.ก่อนหน้านี้ ได้สันนิษฐานไว้ดังกล่าว และเขียนใบ-

ส่งตัวมาที่ รพ.เกษตรเพื่อ ultrasound)    ทาง รพ.บอกกับเราต่อว่าให้พามาอีกครั้ง

พรุ่งนี้เช้า เพราะแผนก ultrasound ปิดแล้ว   เรางุงงงถามเจ้าที่รับสาย ว่านี่ไม่ใช่กรณี

ฉุกเฉินหรอกเหรอ เราจะพาใหญ่เข้าไปตอนนี้เลยดีกว่ามั้ย?  ทางนั้นจึงตอบกลับมาอย่าง

หงุดหงิด เพราะคงคิดว่าเจอกับคนพูดจาไม่รู้เรื่องเข้าแล้ว ว่ากรณีฉุกเฉินคือลักษณะแบบ

ปัจจุบันทันด่วน เช่น อุบัติเหตุ    -สรุปว่ายังไงก็คงต้องเป็นพรุ่งนี้อย่างเดียว    เราได้แต่

มองหน้ากันอย่างร้อนรนและมองตามกันไปที่ร่างของใหญ่  มันหายใจแผ่วเบา ตาปิดสนิท

       ผมไม่อยากคิดเลย ว่าอะไรคือสิ่งที่เจ้าแมวตัวนี้ต้องเผชิญต่อไป

 

 เช้าวันอังคารที่ 3 ก.พ. 2552

       เรา 3 ชีวิตไปถึง รพ. เร็วกว่าเมื่อวานเล็กน้อย เพื่อรอพบหมอหนุ่มคนนั้น และเพื่อ

การตรวจแบบ ultrasound   เราเข้าไปในห้องเดิมและรายงานอาการของใหญ่ให้ฟัง

อย่างละเอียด  พร้อมกันนั้นหมอก็ตรวจ วินิจฉัย สังเกตุอาการใหญ่ ด้วยวิธีการต่างๆ

เช่น บีบคลำช่วงท้อง(ที่ทำมาไม่รู้กี่ครั้งแล้ว) เป็นต้น  และบีบท้อง(น่าจะเป็นกระเพาะ-

ปัสสวะ) ให้ใหญ่ฉี่ออกมา ซึ่งก็พบว่าไม่มีอะไรผิดปรกติ    หมอทำท่าครุ่นคิดเล็กน้อย

ก่อนยื่นคำขาด ว่าให้ admid ฝากใหญ่ไว้กับทาง รพ. เพื่อดูอาการต่อไป      ได้ฟัง

แบบนั้น ผมกับแฟนยิ่งกังวลหนัก เรารีบทวงถามถึงการทำ ultrasound ที่นัดหมายกัน

ในวันนี้   หมอหนุ่มอธิบายว่าจะทำแน่ แต่ขอให้ฝากไว้ดูอาการอีกหน่อย   ให้เราทั่งคู่

ใจเย็นๆ และกลับไปก่อน  -ด้วยท่าทางแบบนั้นเราก็ไม่อยากขัดหมอ ทั้งเห็นว่าหมอเอง

ก็เริ่มรำคาญเรามากขึ้นเรื่อยๆ  อีกทั้งคิดกันไปว่าอยู่กับหมอก็น่าจะปลอดภัยดี  เพราะ

หมอเองก็รับปากเราแน่นหนา ว่าอยากสังเกตุอาการใหญ่ให้ละเอียด ถึงให้ admit ไว้

ซึ่งในความหมายนึงก็คือ ใหญ่จะได้รับการเฝ้าดูแลอย่างดี  เราจึงตกปากรับคำกับหมอว่า

จะทิ้งไว้ในความคุ้มครองของทาง รพ.ในคืนนี้    ทว่าพอไปถึงห้องฝาก เราแทบพาใหญ่

หนีกลับบ้าน   -ในห้องนั้นมีกลิ่นฉุนเฉียวของสัตว์ป่วยในกรงมากมายที่กำลังทรมาน

ทั้งหมาและแมวร้องโหยหวนปนกันมั่วซั่วไปหมด   เจ้าหน้าที่ดูแลก็หน้าตาเคร่งเครียด

ราวกับเกลียดงานที่ตัวเองทำอยู่อย่างร้ายกาจ    แฟนผมดูตระหนกตื่นกับบรรยากาศ-

ตรงหน้าไม่แพ้ใหญ่    เธอขอเจ้าหน้าที่ดูแล ว่าจะเอาผ้าขนหนูที่มีกลิ่นจากบ้านเข้าไปในกรง

ให่ใหญ่ได้มั้ย มันจะได้ไม่เครียดมาก   เจ้าหน้าที่ 2 คนมองหน้ากันด้วยท่าทีเหนื่อยหน่าย

แล้วหันมาพูดแข็ง ว่า"ตามใจ ...แต่ทางนี้ไม่รับผิดชอบของที่ทิ้งเอาไว้นะ"  ผมจึงเห็นชัด

ว่าเรา 2 คนไม่ควรทำให้เจ้าหน้าที่ดูแล ผู้กำลังจะได้กำชีวิตใหญ่ต่อไปจากนี้ ต้องหงุดหงิด

หรือหมั่นไส้เราเกินไป   จึงกล่าว "ขอบคุณ" และรีบลากแฟนผมออกมาจากห้องนั้นให้เร็ว

ที่สุด เพื่อเดินทางกลับบ้าน

       หลังมื้อเย็นวันนั้นที่บ้านไม่มีใหญ่เป็นครั้งแรก  เราคุยถึงใหญ่กันอย่างเป็นกังวล

และการสนทนาต่อเนื่อง ก็ทำให้ผมเพิ่งได้รู้จากเธอ ว่าห้องรับฝากปิด ,ไม่มีคนอยู่  ตั้งแต่

2 ทุ่มแล้ว  ทำให้ผมยิ่งเป็นห่วง และโมโหฉุนเฉียวกับเธอจนมีปากเสียงกัน  ซึ่งอันที่จริง

ก็เป็นความผิดของผมเองที่พลาดข้อมูลนั้น   เรา 2 คนอยากไปรับใหญ่กลับมาซะเดี๋ยวนี้

แต่ก็ทำไม่ได้  เพราะปาไป 3 ทุ่มกว่าแล้ว   การปฎิบัติงานทุกด้านของห้องรับฝาก จะเริ่ม

อีกทีก็คือพรุ่งนี้เช้า    เราสับสนวุ่นวายกันมากขึ้น และมากขึ้นเรื่อยๆ  จนกลายมาเป็น

อารมณ์รุนแรงในการทะเลาะกันอย่าบ้าคลั่ง เหมือนแมลงพิษ 2 ตัวที่ถูกขังไว้ในครอบแก้ว

แห่งปัญหาที่ไร้ทางออกและหมดทางแก้  สิ่งสุดท้ายที่ทำได้คือพยายามทำร้าย-กัดกินกันเอง

อย่างหน้ามืด     และมันคงจะสงบลงไม่ได้เลย ถ้าเราไม่คิดถึงใหญ่     -เราตกลงกัน  ว่า

ทะเลาะกันไปก็ยิ่งอ่อนล้า  เราควรเก็บแรงไว้ เพราะพรุ่งนี้ต้องไปสู้ต่อเพื่อใหญ่   ต้องเอา

อารมณ์ดีๆ ,ความรู้สึกดีๆ และความรักที่เหลืออยู่ไปเป็นกำลังให้ใหญ่

       .......

       เรานอนลงเตียงเดียวกัน

       เตียงเดิมนั้นที่ไม่เหมือนเดิม ในคืนนี้ที่ไม่มีใหญ่นอนอยู่ด้วย

       เรานอนหันหลังให้กัน    -ผมรู้ว่าเธอคงกำลังคิดเรื่องเดียวกับผม  

       คือ เราไม่เคยรู้มาก่อนเลย ว่าเตียงนี้มันช่างกว้าง และอ้างว้างเกินไปสำหรับเราแค่ 2 คน

 

 

เช้าวันอังคารที่ 4  ก.พ. 2552

       ผมถูกปลุกด้วยเสียงเรียกเข้าจากโทรศัพท์มือถือของเธอ   เหลียวมองนาฬิกา

พบว่าเลย 8 โมงไปแล้ว เมื่อคืนเราทะเลาะกันลืมเวลาเลยดึกไปมาก

ทันใดนั้น ผมได้ยินเธอพูดเสียงสั่นกลับไปยังปลายสาย  "อะไรนะคะ!?!  ...ทำไม..?"

น้ำเสียงของเธอทำให้จิตใจสั่นคลอนของผมหล่นวูบลงเบื้องล่าง ดำดิ่งมืดมิดสู่เหวไร้ก้น

"เค้าตายได้ยังไงคะ !?   ได้ยังไง...?" -เธอเรื่มร้องไห้  และสติน้อยนิดของผมก็เริ่ม

ประมวลเหตุการณ์ได้ว่า ทาง รพ.โทร.มาปลุกเพื่อบอกว่า  เราทั้งคู่ได้สูญเสียจิตวิญญาณ

อันเป็นที่รักไปแล้ว

       .....ตาย?  ..ยังไง     .......ตายได้ยังไง? .....

       ผมนิ่งงันด้วยคำถามนิี้บดขยี้กันในหัว -คำถามเดียวกับที่เธอถามกรอกปลายสาย

       คำถามที่จริงๆแล้ว เราคงไม่ต้องการคำตอบอีกต่อไป

       เพราะมันคงช่วยอะไรไม่ได้อีก

       ....ใหญ่ไม่กลับมาอีกต่อไปแล้ว

 

 

       ผมขอโทษใหญ่

 

 

 

       ใหญ่     ลุงขอโทษนะ

       ลุงขอโทษ  ลุงปล่อยให้ใหญ่ตายคนเดียว

 

       ลุงไม่รู้ด้วยซ้ำว่าใหญ่ทรมานแค่ไหน ที่ต้องตายอย่างโดดเดี่ยวในที่แบบนั้น

 

       แต่มันก็ไม่มีประโยชน์แล้ว  ....ลุงทำอะไรไม่ได้เลย

       ลุงขอโทษ

       ลุงไม่อยากรับรู้อะไรแล้ว

 

       ใหญ่

       ลุงขอโทษนะ

       ลุงร้องไห้

       ร้องไห้

      

       ร้องไห้

       

       ใหญ่จากไปแล้ว  ลุงช่วยใหญ่ไม่ได้เลย

       ตอนนี้    ลุงได้แต่ร้องไห้

       น้ำตาไหลอาบแก้มอย่างไม่อายใคร

       

       ลุงขอโทษ   ลุงช่วยอะไรใหญ่ไม่ได้เลย

       ลุงขอโทษ  ลุงร้องไห้     แต่ใหญ่คงไม่เห็น

       คงไม่เห็นน้ำตาอันไร้ค่าและน่าสมเพชของลุง

 

       เพราะใหญ่ตายแล้ว

 

       .....

       ลุงขอโทษ

 

 

 

 

 

 

-----------------------------------------------------------------------------------------

 

ปิดท้าย :

       ในที่สุด ไม่ว่าจะด้วยสาเหตุอะไรที่ทำให้ใหญ่จากเราไป  คุณและผมคงไม่จำเป็นต้องรู้

เพราะบทลงเอยในเหตุการณ์แบบนี้มีคำตอบที่คาดเดาได้ง่ายดายเหลือเกิน  และมันจะเกิดขึ้นอีก

ในทิศทางเดิม

       นี่เป็นเรื่องที่ 2 ที่ผมเขียนเกี่ยวกับประสบการณ์ความผูกพันธ์กับแมว ซึ่งจบลงด้วย-

ความสูญเสีย  ทว่าจุดมุ่งหมายในการเขียนครั้งนี้ ต่างกับครั้งที่ได้เขียนเรื่องแรก    ผมไม่ได้

ต้องการจะให้ข้อคิดย้ำเตือนตัวเองหรือใคร เกี่ยวกับการเลี้ยงสัตว์      ....ผมแค่ไม่อยากลืม-

แค่อยากจำไว้ ว่าครั้งหนึ่งผมกับแฟนเคยมีความรัก ,ความผูกพันแลกเปลี่ยนกับแมว ชื่อ "ใหญ่"

อย่างอบอุ่น  ก่อนที่ระบบรักษาความปลอดภัยของมนุษย์ ที่มีนามว่า "อดีต", "การลบลืม" และ-

"ควมทรงจำอันเลือนลาง" จะพรากมันให้สูญสลายไปอย่างสมบูรณ์ตลอดกาล

       (ทุกวันนี้ ผมชักจำไม่ได้แล้ว ว่าสัมผัสขนของใหญ่นั้นนุมนวลแค่ไหน ....)

 

 

 

Comment

Comment:

Tweet

...นั่นคือความหมายของความตายอย่างแท้จริง...

...เศร้าจริงๆว่ะครับ

#6 By sweettoxic on 2009-06-01 11:58

เสียใจด้วยครับ
เข้าใจครับ

ท่าทางจะเป็นแมวที่น่ารักมาก

#5 By storyonthewall on 2009-05-24 18:40

ขออ่าน2รอบ

#4 By PUMP201 on 2009-05-22 09:17

#3 By namtansign on 2009-05-21 15:53

ค่ะ

#2 By Luvinmache on 2009-05-21 13:39

ไอ้ใหญ่เสียเมื่อไหร่อะพี่


เศร้าอะ วันนั้น มันยั่งวิ่งหนีผมอยู่เลย

#1 By dong=ดอง,โด่ง on 2009-05-21 13:00

Recommend