2008/Feb/26

(เขียนเมื่อกลางปี 2549)

 

          ราว 10 ปีก่อน ผมได้มีโอกาสรู้จักกับ “สัตว์เลี้ยงดิจิตอล”
หรือที่นิยมเรียกกันว่า ทามาก๊อตจิ และนั่นคือครั้งแรกที่ทำให้ผม
เริ่มรู้สึกถึงความแปลกแยกของมนุษย์ผู้ต้องการปลีกตัวและต่อสู้
กับธรรมชาติ
          มาจนวันนี้ เทคโนโลยีของมนุษย์ที่พัฒนาอย่างไม่หยุดยั้ง
ก็ได้ให้กำเนิดหุ่นยนต์สัตว์เลี้ยงประเภทต่างๆขึ้น  ซึ่งเพิ่มข้อกังขา
และอคติมากมายต่อผม
-นี่มันความสัมพันธ์แบบไหนกัน? บ้าชัดๆ มันเหมือนคนกับตู้เย็น
คนกับเครื่องดูดฝุ่น คนกับชุดโฮมเธีร์ยเตอร์  ไม่ใช่หรือไง?

          นั่นคือความรู้สึกที่ผมเคยมีต่อสัตว์เลี้ยงไฟฟ้า กระทั่งได้
ประสบเหตุการณ์หนึ่งกับตัวเองที่ทำให้ต้องเปลี่ยนความคิดจาก
หน้ามือเป็นหลังมือ

   
          เรื่องราวมีอยู่ว่า ผมกับเพื่อนที่อาศัยบ้านเช่าอยู่ด้วยกัน ได้นำ
เอาลูกแมวจากในตลาดมาเลี้ยง มันเป็นแมวไทยสีสวาทตัวผู้ อายุ
ประมาณ 1 เดือน มีตาสีฟ้าอ่อนสวย ขนาดลำตัวพอๆกับฝ่ามือของผม
ท้องกลมป่องผิดขนาดน่าเกลียดน่าชัง  เอาเป็นว่ารวมๆแล้วดูแข็งแรง
สมบูรณ์ดี
มันยังไม่ได้รับการฉีดวัคซีนป้องกันโรค เพราะสัตวแพทย์บอกว่า
ยังเด็กเกินไปรออายุครบ 3 เดือนเมื่อไหร่ให้พามาอีกที

          ทว่าช่วงเวลาสองเดือนที่ต้องรอนั้นยาวนานเกินไป
นานกว่าลมหายใจบางๆของมัน

   

          ปลายปี อากาศเปลี่ยนกระทันหัน อุณหภูมิลดวูบ  ไข้หวัดและ
อาการไม่สบายเนื่องจากอากาศหนาว ถือวิสาสะลุกล้ำหลายชีวิต
กระทั่งคนหนุ่มสาวยังพากันป่วยนอนซมเป็นแถว ประสาอะไร
กับลูกแมวตัวเล็กๆ -มันเริ่มมีไข้ ตัวร้อน และมีอาการซึมในเย็นวันหนึ่ง
          เราปรึกษากันว่าจะทำยังไงดี เพื่อนผมบอกว่าไม่นานมานี้  เขาคุย
กับคนข้างบ้านเรื่องการเลี้ยงแมว ได้คำแนะนำมาว่าแมวไม่สามารถรับ
ตัวยาชนิดพาราเซตามอล ให้ใช้ยาแก้ไข้เด็กแบบน้ำที่ไม่มีพาราฯแทน
เมื่อผมได้ฟังข้อมูลที่ดูน่าเชื่อถือดังนั้นก็คลายกังวล แล้วนั่งทำงานต่อไป
    เพื่อนกลับจากร้านขายยาหน้าปากซอยด้วยเวลาครู่เดียวพร้อม
ขวดยาในมือ เขาบอกผมเรื่องที่ เภสัชร้านขายยาพูดเหมือนคนข้างบ้าน
ว่าแมวแพ้พาราเซตามอล แล้วแนะนำยาแก้ไข้เด็กนี่ให้   ผมมองตาม
ขวดยาในมือเขา ก็เป็นยาแก้ไข้เด็กที่ดูปลอดภัยและน่าจะมีฤทธิ์อ่อน
ไม่น่าเป็นห่วงอะไร 
          เพื่อนผมจัดแจงป้อนยาแมวเสร็จสรรพ  แล้วทุกอย่างก็กลับเป็นปรกติ
ความกังวลเมื่อครู่ของเราหายไป พร้อมกับปริมาณยาที่พร่องลงในขวด


   
   
          เช้าวันอาทิตย์เริ่มต้นด้วยอาการแปลกๆของลูกแมวป่วย ซึ่งต่อเนื่อง
จากเมื่อคืน  มันกินน้อยกว่าปกติและอาการเซื่องซึมก็ไม่มีทีท่าจะดีขึ้น 
ดูแล้วแย่กว่าเมื่อวานด้วยซ้ำ  ความไม่สบายใจกลับมาเยี่ยมเราทั้งคู่อีกครา
แต่ครั้งนี้มันถูกปล่อยทิ้งไว้ เพราะเราต้องรีบแยกย้ายออกไปทำธุระข้างนอก
ในอีกครึ่งชั่วโมง  จึงตกลงกันว่าจะรีบกลับมาดูแลมันให้เร็วที่สุด
 

เราออกไปโดยไม่ลืมที่จะป้อนยาลูกแมวก่อน
   

          กลับถึงบ้านประมาณ 1 ทุ่ม คลุกข้าวให้ลูกแมวไม่มากเพราะคิดว่ามัน
คงกินไม่หมด -แต่ไม่ใช่….    มันไม่กินเลยต่างหาก
          ผมออกไปซื้ออาหารแมวรสใหม่มาคลุกให้เพราะคิดว่าลูกแมวอาจ
เบื่ออาหาร สุดท้ายมันก็กิน แม้เพียง 2-3 คำเราก็ดีใจแล้ว เพื่อนผมป้อนยาแก้ใข้
เป็นรอบที่ 3 เราคุยกัน ว่าดูอาการมันไม่ดีขึ้นเลย เหมือนจะแย่ลงด้วยซ้ำ
จึงตกลงใจจะพามันไปหาหมอช่วงเย็นพรุ่งนี้  เพราะช่วงเช้าผมต้องไปส่งงาน
ที่มหาลัย และเพื่อนก็มีสอบ ช่วงบ่ายก็มีเรียนทั้งคู่
          ตกลงกันได้ตามนั้นเราก็สบายใจ เพื่อนผมแยกไปอ่านหนังสือ ส่วนผม
ก็นั่งปั่นงานที่ต้องส่งพรุ่งนี้ต่อ

          ลูกแมวนอนหมดแรงอยู่บนพื้นข้าง ๆ เท้าผม ผมเอื้อมมือลงไปเกาคางมัน
กระซิบว่า  “ไม่เป็นไรนะ พรุ่งนี้จะพาไปหาหมอ อีกแป๊ปเดียวเอง ทนหน่อยนะ”
    ผมพูดกับลูกแมวทั้งที่รู้ว่ามันคงฟังภาษาคนไม่ออก...ข้อนั้นผมรู้ดี
แต่ที่ผมไม่รู้คือ มันทนรออีกไม่ไหวแล้ว  เวลาแค่วันเดียวอาจดูไม่นานนัก
แต่สำหรับลูกแมวที่ใกล้ตายนั้นมันคนละเรื่องเลย


          เช้าวันจันทร์ เพื่อนผมรีบออกบ้านเพื่อไปสอบตั้งแต่ 7 โมงกว่า
ผมยังคงง่วนอยู่กับงานที่หน้าจอคอมพิวเตอร์ หลังจากให้อาหารลูกแมว
ผมก็คลายใจลงเล็กน้อย  เช้านี้มันกินค่อนข้างเยอะ ผมป้อนยามันเป็นครั้งแรก
(เพราะเพื่อนผมออกบ้านไปแล้ว)
          ประมาณ 9 โมงครึ่งงานผมใกล้เสร็จ อารมณ์ของคนที่ไม่ได้นอนทั้งคืนดีขึ้นบ้าง
ผมยิ้มกับตัวเอง หันไปหาลูกแมวแล้วคิดในใจว่า   “เนี่ย เดี๋ยวเอางานไปส่งแล้ว
พอเรียนเสร็จเย็น ๆ จะกลับมา พาแกไปหาหมอนะ” 
          ทันใดนั้นผมก็เห็นอาการผิดปกติของมัน มันกำลังขย้อน  ถึงผมจะไม่ใช่
ผู้เชี่ยวชาญในการสังเกตุพฤติกรรมแมว แต่ผมรู้แน่นอนว่ามันกำลังขย้อน
เพราะอาการนั้นรุนแรงและชัดเจนเหลือเกิน สุดท้ายมันก็อาเจียนเอาหารออกมาหมด
ผมทำตัวไม่ถูก รีบกดโทรศัพท์หาเพื่อน เพื่อบอกสิ่งที่เกิดขึ้นตรงหน้า เราตกลงกันว่า
จะโดดเรียนคาบบ่าย โดยเพื่อนผมจะกลับบ้านเลย เพื่อพาลูกแมวไปโรงพยาบาลสัตว์
ให้ผมไปเจอกันที่นั่นบ่ายโมง
    เมื่อถึงที่นัดหมาย เราเดินดิ่งไปยังเคาเตอร์ต้อนรับ นั่งรอไม่นานก็ถึงคิวเรียก
สัตวแพทย์หนุ่มอายุประมาณ 25-30 สวมแว่นหนาเตอะ ถามอาการลูกแมว
ภายในช่วง 2-3 วันที่ผ่านมา   
                    เราตอบว่าทีแรกเหมือนมันเป็นไข้เลยซื้อยาแก้ใข้สำหรับเด็กให้กิน
ต่อมาก็มีอาการอ้วกและถ่ายผิดปกติ
หมอ (สัตวแพทย์)ใช้แวลากับลูกแมวและเราสองคนในห้องตรวจประมาณ 10นาทีเท่านั้น
ก่อนสรุปคร่าวๆ ว่าแมวอาจมีพยาธิ จึงให้ยาถ่ายพยาธิกับมัน และสั่งยาน้ำ เป็นพวก
วิตามินบำรุงกลับมา 1 ขวด 
          ผมแอบคิดว่าทำไมขั้นตอนการตรวจมันดูง่ายดายไม่เหมาะกับอาการที่ย่ำแย่
ของลูกแมวเอาซะเลย แต่ทำไงได้ ก็หมอเค้าบอกอย่างนี้ คงไม่เป็นไรแล้วมั้ง   ผมบอก
ตัวเองว่าทำใจให้สบายเถอะ ไม่มีอะไรต้องกังวล
    เรากลับบ้าน ป้อนข้าวป้อนน้ำ และให้ยาลูกแมว ทั้งยาแก้ไข้ทั้งวิตามิน เราใช้
หลอดฉีดสารสังเคราะห์จากน้ำมือมนุษย์ ที่เรียกว่า “ยา” ผ่านขากรรไกรอันไร้เรี่ยวแรง
ของมัน แล้วพูดว่า “ไม่เป็นไรนะ อีกแป๊ปเดียวก็หาย”
    ไม่รู้ว่าตอนนั้นตั้งใจจะพูดกับใคร ลูกแมวใกล้ตายที่ฟังภาษาคนไม่รู้เรื่อง หรือ
ตัวเราเองที่เริ่มรู้สึกลำบากกับการดูแลมัน

 

 

............................................................................(ต่อตอน2)

edit @ 27 Feb 2008 09:11:39 by skullman

ชื่อ: 
เว็บไซต์: 
คอมเมนต์:




smilebig smileopen-mounthed smileconfused smilesad smileangry smiletonguequestionembarrassedsurprised smilewinkdouble winkcry
พูดไรไม่ออกครับ ผมคนรักแมวเหมือนกัน และเคยมีประสบการณ์ทำนองนี้มาเหมือนกัน

Hot!
เขียนเล่าเรื่องได้ดีจริงๆ ครับ
#1  by  PastelSalad At 2008-02-27 01:26, 
...
#2  by  Baby_Sun* At 2008-02-27 13:01, 
#3  by  DeathDoll At 2008-06-02 18:35, 

<< Home