(เขียนเมื่อกลางปี 2549)
ราว 10 ปีก่อน ผมได้มีโอกาสรู้จักกับ “สัตว์เลี้ยงดิจิตอล”
หรือที่นิยมเรียกกันว่า ทามาก๊อตจิ และนั่นคือครั้งแรกที่ทำให้ผม
เริ่มรู้สึกถึงความแปลกแยกของมนุษย์ผู้ต้องการปลีกตัวและต่อสู้
กับธรรมชาติ
มาจนวันนี้ เทคโนโลยีของมนุษย์ที่พัฒนาอย่างไม่หยุดยั้ง
ก็ได้ให้กำเนิดหุ่นยนต์สัตว์เลี้ยงประเภทต่างๆขึ้น ซึ่งเพิ่มข้อกังขา
และอคติมากมายต่อผม
-นี่มันความสัมพันธ์แบบไหนกัน? บ้าชัดๆ มันเหมือนคนกับตู้เย็น
คนกับเครื่องดูดฝุ่น คนกับชุดโฮมเธีร์ยเตอร์ ไม่ใช่หรือไง?
นั่นคือความรู้สึกที่ผมเคยมีต่อสัตว์เลี้ยงไฟฟ้า กระทั่งได้
ประสบเหตุการณ์หนึ่งกับตัวเองที่ทำให้ต้องเปลี่ยนความคิดจาก
หน้ามือเป็นหลังมือ
เรื่องราวมีอยู่ว่า ผมกับเพื่อนที่อาศัยบ้านเช่าอยู่ด้วยกัน ได้นำ
เอาลูกแมวจากในตลาดมาเลี้ยง มันเป็นแมวไทยสีสวาทตัวผู้ อายุ
ประมาณ 1 เดือน มีตาสีฟ้าอ่อนสวย ขนาดลำตัวพอๆกับฝ่ามือของผม
ท้องกลมป่องผิดขนาดน่าเกลียดน่าชัง เอาเป็นว่ารวมๆแล้วดูแข็งแรง
สมบูรณ์ดี
มันยังไม่ได้รับการฉีดวัคซีนป้องกันโรค เพราะสัตวแพทย์บอกว่า
ยังเด็กเกินไปรออายุครบ 3 เดือนเมื่อไหร่ให้พามาอีกที
ทว่าช่วงเวลาสองเดือนที่ต้องรอนั้นยาวนานเกินไป
นานกว่าลมหายใจบางๆของมัน
ปลายปี อากาศเปลี่ยนกระทันหัน อุณหภูมิลดวูบ ไข้หวัดและ
อาการไม่สบายเนื่องจากอากาศหนาว ถือวิสาสะลุกล้ำหลายชีวิต
กระทั่งคนหนุ่มสาวยังพากันป่วยนอนซมเป็นแถว ประสาอะไร
กับลูกแมวตัวเล็กๆ -มันเริ่มมีไข้ ตัวร้อน และมีอาการซึมในเย็นวันหนึ่ง
เราปรึกษากันว่าจะทำยังไงดี เพื่อนผมบอกว่าไม่นานมานี้ เขาคุย
กับคนข้างบ้านเรื่องการเลี้ยงแมว ได้คำแนะนำมาว่าแมวไม่สามารถรับ
ตัวยาชนิดพาราเซตามอล ให้ใช้ยาแก้ไข้เด็กแบบน้ำที่ไม่มีพาราฯแทน
เมื่อผมได้ฟังข้อมูลที่ดูน่าเชื่อถือดังนั้นก็คลายกังวล แล้วนั่งทำงานต่อไป
เพื่อนกลับจากร้านขายยาหน้าปากซอยด้วยเวลาครู่เดียวพร้อม
ขวดยาในมือ เขาบอกผมเรื่องที่ เภสัชร้านขายยาพูดเหมือนคนข้างบ้าน
ว่าแมวแพ้พาราเซตามอล แล้วแนะนำยาแก้ไข้เด็กนี่ให้ ผมมองตาม
ขวดยาในมือเขา ก็เป็นยาแก้ไข้เด็กที่ดูปลอดภัยและน่าจะมีฤทธิ์อ่อน
ไม่น่าเป็นห่วงอะไร
เพื่อนผมจัดแจงป้อนยาแมวเสร็จสรรพ แล้วทุกอย่างก็กลับเป็นปรกติ
ความกังวลเมื่อครู่ของเราหายไป พร้อมกับปริมาณยาที่พร่องลงในขวด
เช้าวันอาทิตย์เริ่มต้นด้วยอาการแปลกๆของลูกแมวป่วย ซึ่งต่อเนื่อง
จากเมื่อคืน มันกินน้อยกว่าปกติและอาการเซื่องซึมก็ไม่มีทีท่าจะดีขึ้น
ดูแล้วแย่กว่าเมื่อวานด้วยซ้ำ ความไม่สบายใจกลับมาเยี่ยมเราทั้งคู่อีกครา
แต่ครั้งนี้มันถูกปล่อยทิ้งไว้ เพราะเราต้องรีบแยกย้ายออกไปทำธุระข้างนอก
ในอีกครึ่งชั่วโมง จึงตกลงกันว่าจะรีบกลับมาดูแลมันให้เร็วที่สุด
เราออกไปโดยไม่ลืมที่จะป้อนยาลูกแมวก่อน
กลับถึงบ้านประมาณ 1 ทุ่ม คลุกข้าวให้ลูกแมวไม่มากเพราะคิดว่ามัน
คงกินไม่หมด -แต่ไม่ใช่…. มันไม่กินเลยต่างหาก
ผมออกไปซื้ออาหารแมวรสใหม่มาคลุกให้เพราะคิดว่าลูกแมวอาจ
เบื่ออาหาร สุดท้ายมันก็กิน แม้เพียง 2-3 คำเราก็ดีใจแล้ว เพื่อนผมป้อนยาแก้ใข้
เป็นรอบที่ 3 เราคุยกัน ว่าดูอาการมันไม่ดีขึ้นเลย เหมือนจะแย่ลงด้วยซ้ำ
จึงตกลงใจจะพามันไปหาหมอช่วงเย็นพรุ่งนี้ เพราะช่วงเช้าผมต้องไปส่งงาน
ที่มหาลัย และเพื่อนก็มีสอบ ช่วงบ่ายก็มีเรียนทั้งคู่
ตกลงกันได้ตามนั้นเราก็สบายใจ เพื่อนผมแยกไปอ่านหนังสือ ส่วนผม
ก็นั่งปั่นงานที่ต้องส่งพรุ่งนี้ต่อ
ลูกแมวนอนหมดแรงอยู่บนพื้นข้าง ๆ เท้าผม ผมเอื้อมมือลงไปเกาคางมัน
กระซิบว่า “ไม่เป็นไรนะ พรุ่งนี้จะพาไปหาหมอ อีกแป๊ปเดียวเอง ทนหน่อยนะ”
ผมพูดกับลูกแมวทั้งที่รู้ว่ามันคงฟังภาษาคนไม่ออก...ข้อนั้นผมรู้ดี
แต่ที่ผมไม่รู้คือ มันทนรออีกไม่ไหวแล้ว เวลาแค่วันเดียวอาจดูไม่นานนัก
แต่สำหรับลูกแมวที่ใกล้ตายนั้นมันคนละเรื่องเลย
เช้าวันจันทร์ เพื่อนผมรีบออกบ้านเพื่อไปสอบตั้งแต่ 7 โมงกว่า
ผมยังคงง่วนอยู่กับงานที่หน้าจอคอมพิวเตอร์ หลังจากให้อาหารลูกแมว
ผมก็คลายใจลงเล็กน้อย เช้านี้มันกินค่อนข้างเยอะ ผมป้อนยามันเป็นครั้งแรก
(เพราะเพื่อนผมออกบ้านไปแล้ว)
ประมาณ 9 โมงครึ่งงานผมใกล้เสร็จ อารมณ์ของคนที่ไม่ได้นอนทั้งคืนดีขึ้นบ้าง
ผมยิ้มกับตัวเอง หันไปหาลูกแมวแล้วคิดในใจว่า “เนี่ย เดี๋ยวเอางานไปส่งแล้ว
พอเรียนเสร็จเย็น ๆ จะกลับมา พาแกไปหาหมอนะ”
ทันใดนั้นผมก็เห็นอาการผิดปกติของมัน มันกำลังขย้อน ถึงผมจะไม่ใช่
ผู้เชี่ยวชาญในการสังเกตุพฤติกรรมแมว แต่ผมรู้แน่นอนว่ามันกำลังขย้อน
เพราะอาการนั้นรุนแรงและชัดเจนเหลือเกิน สุดท้ายมันก็อาเจียนเอาหารออกมาหมด
ผมทำตัวไม่ถูก รีบกดโทรศัพท์หาเพื่อน เพื่อบอกสิ่งที่เกิดขึ้นตรงหน้า เราตกลงกันว่า
จะโดดเรียนคาบบ่าย โดยเพื่อนผมจะกลับบ้านเลย เพื่อพาลูกแมวไปโรงพยาบาลสัตว์
ให้ผมไปเจอกันที่นั่นบ่ายโมง
เมื่อถึงที่นัดหมาย เราเดินดิ่งไปยังเคาเตอร์ต้อนรับ นั่งรอไม่นานก็ถึงคิวเรียก
สัตวแพทย์หนุ่มอายุประมาณ 25-30 สวมแว่นหนาเตอะ ถามอาการลูกแมว
ภายในช่วง 2-3 วันที่ผ่านมา
เราตอบว่าทีแรกเหมือนมันเป็นไข้เลยซื้อยาแก้ใข้สำหรับเด็กให้กิน
ต่อมาก็มีอาการอ้วกและถ่ายผิดปกติ
หมอ (สัตวแพทย์)ใช้แวลากับลูกแมวและเราสองคนในห้องตรวจประมาณ 10นาทีเท่านั้น
ก่อนสรุปคร่าวๆ ว่าแมวอาจมีพยาธิ จึงให้ยาถ่ายพยาธิกับมัน และสั่งยาน้ำ เป็นพวก
วิตามินบำรุงกลับมา 1 ขวด
ผมแอบคิดว่าทำไมขั้นตอนการตรวจมันดูง่ายดายไม่เหมาะกับอาการที่ย่ำแย่
ของลูกแมวเอาซะเลย แต่ทำไงได้ ก็หมอเค้าบอกอย่างนี้ คงไม่เป็นไรแล้วมั้ง ผมบอก
ตัวเองว่าทำใจให้สบายเถอะ ไม่มีอะไรต้องกังวล
เรากลับบ้าน ป้อนข้าวป้อนน้ำ และให้ยาลูกแมว ทั้งยาแก้ไข้ทั้งวิตามิน เราใช้
หลอดฉีดสารสังเคราะห์จากน้ำมือมนุษย์ ที่เรียกว่า “ยา” ผ่านขากรรไกรอันไร้เรี่ยวแรง
ของมัน แล้วพูดว่า “ไม่เป็นไรนะ อีกแป๊ปเดียวก็หาย”
ไม่รู้ว่าตอนนั้นตั้งใจจะพูดกับใคร ลูกแมวใกล้ตายที่ฟังภาษาคนไม่รู้เรื่อง หรือ
ตัวเราเองที่เริ่มรู้สึกลำบากกับการดูแลมัน
............................................................................(ต่อตอน2)
edit @ 27 Feb 2008 09:11:39 by skullman