คืนนั้นผมฝันว่ายังอยู่ที่บ้านเก่า
- - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - -
ผมและเพื่อนในละแวกบ้านอีกประมาณ 3-4 คน คะนองออกเดินเที่ยวกันในซอยเวลาค่ำคืนเปลี่ยว
เราพูดถึงบ้านในซอยถัดไปที่มีหญิงอ้วนไม่สมประกอบอาศัยอยู่
คนในซอยรำคาญและเกลียดชังเธอ เพราะในยามดึกเธอชอบส่งเสียงร้องเพลงรักโหยหวนชวนขนลุก
และบ้านของเธอนั้น ก็ส่งกลิ่นเหม็นเน่าน่าอาเจียรกระจายไปทั่วทั้งซอย
ผมและเพื่อนรับรู้เรื่องนั้นด้วยตัวเองมานาน ทว่ายังไม่เคยเห็นตัวจริงของเธอเสียที
คืนที่น่าเบื่อนี้ จึงไม่มีอะไรน่าสนใจไปกว่าการได้ยลโฉมเจ้าของเสียงสั่นประสาทแห่งบ้านหลังนั้น
เราตกลงพากันเดินตรงไปยังบ้านของเธอ
ยิ่งใกล้เสียงของเธอยิ่งชัด
ยิ่งใกล้เสียงของเธอยิ่งน่าหวั่นกลัว
แต่ผมและเพื่อนหาได้หวั่นเกรงไม่
ความหวาดเสียวที่ว่านั้น ยิ่งมีพลังกระตุ้นเร้าให้พวกเราทำการอุกอาจด้วยใจที่เต้นแรงกว่าเดิม
“อีห่า! หุปปากได้แล้ว ประสาทแดกมากนักเดี๋ยวกูก็เผาบ้านมึงซะเลยนี่!”
……............
สิ้นเสียงตะโกนท้าทายของเพื่อนคนหนึ่ง เธอยังคงร้องเพลงต่อไปอย่างไม่ไยดี
เขาคนนั้นรู้สึกเสียหน้าต่อกลุ่มเพื่อน กับการแสดงความห้าวของเขาที่ไม่เกิดผลใดๆเลย
แล้วความรู้สึกนั้นก็แปรเปลี่ยนเป็นอารมณ์กราดเกรี้ยวทันที
เขาหยิบหินก้อนเขื่องเขวี้ยงเข้าไปที่หน้าต่างบ้านของเธอ
เสียงกระจกแตกกระจายน่ากลัว
วินาทีนั้นเราทุกคนตี่นเต้นกันจนเกือบลืมหายใจ
และเมื่อรู้ตัวอีกที ก็ไม่ได้ยินเสียงเพลงขนหัวลุกนั่นอีกแล้ว
ความเงียบและคืนมืดเข้ายึดครองหัวใจหวาดวิตกของเราในทันที
ต่างคนต่างมองหน้ากันอย่างเต็มไปด้วยคำถาม
ทันใดนั้นเสียงกรีดร้องแหลมร้าวทะลุร้ายจากในบ้านมายังพวกเรา
เพื่อนบางคนถึงกับหงายหลังล้มกองลงกับพื้น
เสียงนั้นลากยาวอย่างไม่มีทีท่าว่าจะหยุด
มันดังกลบสรรพสิ่งในบริเวณนั้น แต่เรายังพอได้ยินเสียงเปิดประตูจากในบ้านของเธอ
พร้อมกันนั้นเสียงโหยหวนที่ว่าก็ใกล้เข้ามาเรื่อยๆ
โดยไม่ต้องปรึกษา เราพร้อมกันหันหลังวิ่งสุดชีวิต
ไม่มีใครเสียเวลาเหลียวกลับ เพราะเสียงของเธอไล่กวดตามมาติดๆ
ทิศทางที่เราเราวิ่งไปนั้นผ่านบ้านของเพื่อนๆแต่ละคน
ถึงบ้านใครคนนั้นก็กระโจนเข้าบ้าน
ระหว่างการวิ่ง พวกเราหายเข้าบ้านไปทีละคน
ขณะนั้นผมจึงตระหนักว่าบ้านผมคือหลังสุดท้ายที่จะถึง
ขาผมล้า ลมหายใจร้อนแห้งกระชั้นถี่ และใจเต้นรุนแรงเหมือนคนใกล้บ้า
แต่หูกลับได้ยินชัดเจน ฝีเท้าของเธอและเสียงกรีดร้องคลั่งแค้น
ใกล้เข้ามา
ใกล้เข้ามาเรื่อยๆ
ใกล้จนรู้สึกเหมือนว่าเธอกำลังหายใจรดต้นคอผม
ตอนที่คิดว่าคงไปไม่ถึงบ้านแล้วนั้น ผมก็มองเห็นรั้วที่กำลังเปิดอ้าอยู่
โชดเข้าข้าง ที่ตอนออกมาผมไม่ได้ปิดรั้วบ้าน
ผมพุ่งตัวเข้าไปและเลื่อนรั้วปิดอย่างเร็วแรงได้ทันเวลา
เป็นจังหวะเดียวกับที่ผมเหลียวกลับ
พบกับใบหน้าบิดเบี้ยวของเธอ และเสียงร้องที่ดังขึ้นจนแก้วหูแทบทะลุ
ผมทรุดลงนั่งกับพื้นด้วยความตกใจแทบเสียสติ
เธอจ้องผมเขม็งแล้วร้องโวยวายไม่เป็นภาษา -ดังมากเสียจนผมต้องยกมือขึ้นปิดหู
ขณะเดียวกันเธอก็เดินป้วนเปี้ยนอยู่หน้ารั้วบ้าน จ้องมองมายังผมอย่างเคียดแค้น
เหมือนกับกำลังจะหาวิธีเข้ามาในบ้าน
พลันนั้นก็ถลาเข้ากระแทกรั้วเต็มแรง ผมผงะหงาย ตกใจจนเป้ากางเกงเจิ่งน้ำ ถอยกรูดกับพื้นเพื่อพาตัวเองให้พ้นห่างจากเธอ
จนแน่ใจได้ว่าคงปลอดภัยแล้วในตอนนี้
เมื่อตั้งสติได้ผมละล่ำละลักขอโทษเธออย่างฟูมฟาย
บอกเธอว่าผมผิดไปแล้ว ไม่ได้ตั้งใจจะทำร้ายเธอเลย
ผมประนมมือ หลับตาปี๋แล้วพูดวนอยู่อย่างนั้น นานขนาดไหนไม่รู้
แต่รู้ตัวอีกทีเสียงเธอก็เงียบไปแล้ว
ผมจึงค่อยๆลืมตาขึ้น พบว่าเธอยังคงยืนอยู่ตรงนั้น
แต่ด้วยท่าทางที่ใจเย็นลง
ผมกับเธอสบตากันครู่หนึ่ง ก่อนที่เธอจะเอ่ยถามผม ว่าเธอร้องเพลงเพราะหรือไม่
ผมตอบโดยไม่ต้องคิดเลยว่าเธอร้องเพลงได้ไพเราะกว่าที่เคยได้ยินจากไหน
เธอยิ้มด้วยท่าทีอ่อนโยน
แล้วจึงถามผมต่อ ว่าแล้วเธอสวยมั้ย
เช่นเดิม ผมตอบเธอว่าเธอสวยกว่าผู้หญิงคนไหนในโลกที่ผมเคยพบเจอ
ซึ่งมันทำให้เธอยิ้มเปี่ยมสุขจนแก้มแทบปริ
แล้วก็มาถึงคำถามสุดท้าย
เธอถามว่าผมจะแต่งงานกับเธอหรือไม่
ทั้งที่คำตอบของผมควรจะชัดเจนเหมือนที่ผ่านมา ผมกลับอึกอักในลำคอ
เธอเริ่มผิดสังเกตจึงเริ่มขึ้นเสียง ถามผมอีกครั้งว่าผมจะแต่งงานกับเธอหรือไม่
- - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - -
ผมเงยหน้าขึ้นมองเธอ ทันใดนั้นอะไรบางอย่างทำให้ผมเริ่มยิ้ม
เป็นยิ้มของคนบ้าที่กำลังเยาะเย้ยอย่างเจ็บแสบ
ก่อนที่จะตะโกนใส่หน้าเธอว่า
“อีเหี้ย! อีบ้า! ใครจะเอาคนอย่างมึง อัปลักษณ์ไม่พอ เสือกประสาทแดกอีกต่างหาก! มึงกลับบ้านไปเลยไป ก่อนที่กูจะฆ่ามึงทิ้ง อีสัตว์!” พูดจบผมถอดกางเกงเปื้อนฉี่ของตัวเองเขวี้ยงใส่หน้าเธอ
แทบไม่ต้องรอ เธอกระโจนเกาะรั้ว หมายจะปีนข้ามมาในทันที
ผมใช้ที่โกยผงซึ่งวางอยู่บริเวณนั้นกระแทกดันเธอไม่ให้เข้ามาได้
ยื้อกันเพียงครู่ เธอจึงเสียหลัก หงายหลังลงไปยังถังขยะ
ถังขยะหน้าบ้าน ที่มีตอไม้แห้งแข็งปลายแหลมดุ้นใหญ่ และมันเสียบทะลุท้องเธอจากด้านหลัง
เธอคงต้องตายแน่นอนแล้ว
วูบนึงผมกลัวความผิดขึ้นมาจับใจ
หากเธอตายผมคงได้ชื่อว่าเป็นฆาตรกรอย่างไม่ต้องสงสัย
ทว่าผมคาดการณ์ผิด
เธอลุกขึ้นจากถังขนะด้วยหน้าตาบิดเบี้ยว
เห็นได้ชัดว่าเจ็บปวดและสติแตกกว่าเดิม
เธอคว้าเอาขวดแก้วแถวนั้น แล้วถลาเข้ามาเอามันฟาดกับรั้ว
เศษแก้วแตกกระจาย เธอและเท้าปล่าวหาได้กลัวเศษแก้วเหล่านั้น
เริ่มวิ่งวนพร้อมกับกรีดเสียงโวยวายด้วยรอยยิ้มน่าสยอง
ทันใดนั้นหูผมลั่นเหมือนยินเสียงฟ้าผ่าอยู่ใกล้ๆ
มันเกิดจากการระเบิดกระสุนปืนลูกซองในมือของพ่อผม
เธอโดนเข้าไปเต็มรักในระยะเผาขน
ตัวลอยแล้วล้มพับลง
ถ้าพ่อผมมาช่วยไม่ทันคงต้องแย่แน่
ในขณะที่เขาหันมาถามผมว่าปลอดภัยดีหรือไม่
ขวดปากฉลามในมือของเธอถูกเขวี้ยงมาปักที่เบ้าตาเขาอย่างจัง
พ่อร้องโอดครวญด้วยความทรมาน
เธอยังไม่ตาย เธอฟื้นขึ้นอีกครั้งด้วยความคลั่งกว่าเดิม
วิ่งวนหน้ารั้วบ้านพร้อมกับเปล่งเสียงโหยหวนเสียสติ
กลมกลืนไปกับเสียงร้องโวยวายเจ็บปวดจากพ่อของผม
สถานการณ์เลวร้ายเกินกว่าจะจินตนาการได้
และมันก็ถึงขีดสุดตอนที่พ่อทนความเจ็บปวดไม่ไหว
เขารวบรวมกำลังเฮือกสุดท้ายเพื่อหยิบปืนลูกซองขึ้นจ่อหัวตัวเอง
แล้วพูดกับผมว่า “เพราะมึงแท้ๆ”
จากนั้น….
ผมตื่นขึ้น
พบว่าเป้ากางเกงเปียกไม่ต่างกับในฝัน
….จากนี้
ผมบอกตัวเองว่าควรดูหนังสยองขวัญเกรดบีให้น้อยลงบ้าง....
edit @ 26 Feb 2008 18:54:43 by skullman
