ข้อมูลของกระผม ( โหน่ง - ชายผู้มาสมัครงานในเย็นวันพุธที่แล้ว )
อย่างแรก -ต้องขออภัยที่ส่งจดหมายแนะนำตัวฉบับนี้ค่อนข้างช้ากว่าที่ควร
จะไม่แก้ตัวใดๆหรอกครับ เป็นการขออภัยเฉยๆ -ธรรมดาๆ
ในส่วนของเนื้อหาที่จะกล่าวถึงในจดหมายนั้น พูดกันตรงๆผมก็ยังคิดไม่ค่อยตก ว่าควรจะบอกอะไรบ้าง ,บอกในลักษณะไหน
เลยสรุปเอาเอง ว่าควรจะเกี่ยวกับทัศนคติในเรื่องของการทำงานเป็นหลัก
“งาน” ในความหมายของผม คือ :
การใช้ความสามารถและเวลาที่มี สร้างประโยชน์ หรือผลงานอันเป็นที่น่าพึงใจต่อนายจ้าง
“นายจ้าง” ในความหมายของผม คือ :
ผู้ที่ต้องการใช้ความสามารถของเรา โดยมีผลตอบแทนให้กลับมา (โดยส่วนใหญ่จะอยู่ในรูปของ “เงินเดือน”)
ส่วนเรื่องที่ว่า นายจ้าง(หรือหัวหน้า) มีกี่ประเภท? --ให้จำแนกแยกแยะออกมาคงยาก
แต่เท่าที่ผมคิดออก ก็คงจะมีทั้งนายจ้างที่ดี และนายจ้างที่ไม่ดี
เช่นเดียวกับลูกจ้าง ที่มีทั้งดีและไม่ดี
-แต่ก็อย่างว่า เรื่อง “ดี” หรือ “ไม่ดี” มันแล้วแต่ทัศนคติในการมอง และสถานการณ์ของแต่ละคนในช่วงเวลานั้น
(ผมเป็นคนนึงที่มีสิทธิ์มองหรือคิด แต่ไม่มีสิทธิ์สรุปหรือตัดสินใครต่อใคร)
“ลูกจ้าง” ในความหมายของผม คือ :
ผู้ที่ต้องมีความรับผิดชอบในหน้าที่ ที่ตนเองได้รับมอบหมายอย่างเต็มความสามารถ
เพื่อให้งานสำเร็จตามเป้าหมายทุกด้านที่วางเอาไว้
ไม่ให้ใครมาว่าลับหลังเอาได้ ว่า “ กินแต่เงินเดือน งานไม่เคยได้เรื่อง -ไร้ยางอายสิ้นดี! ”
“อาย” ในความหมายของผม คือ :
อาการที่เกิดขึ้นเมื่อเราทำเรื่องผิดพลาด
สำหรับผม “ อาย ” แบ่งเป็น 2 ประเภทใหญ่ คือ
1. อายที่เกิดขึ้นไม่นานก็ผ่านไป ;
อย่างเช่น ผมเคยลื่นหกล้มหน้าทิ่มกลางห้างสรรพสินค้า เพราะพื้นมันลื่นเหลือเกิน
เมื่อลุกขึ้นก็หน้าแดง ,ใจเต้น ,มือไม้สั่น -รีบเดินให้พ้นจุดรวมสายตาตรงนั้นทันที
….จากมาได้ไม่ไกล้ไม่ไกล อาการอายก็หายเป็นปลิดทิ้ง
และ 2. อายที่ไม่หาย ยกเว้นจะทำอะไรบางอย่างเพื่อแก้เหตุแห่งความอายนั้น ;
อาการอายประเภทหลังนี้ มักจะเกิดจากตัวผมเอง -โทษใครก็ไม่ได้
เลยกลายเป็นความรู้สึกไม่ดีบางอย่าง ติดอยู่ในใจตลอดเวลา
เช่น -เมื่อจบการศึกษา เพื่อนๆหลายคนมีงานประจำทำกันแล้ว ไม่ต้องรบกวนทางบ้านอีกต่อไป
แต่ผมเองยังไม่มีงาน -นึกขึ้นมาเมื่อไหร่ เป็นได้รู้สึกอายเมื่อนั้น
เพราะสาเหตุที่ยังไม่มีงาน คือตัวผมเองยังพยายามไม่พอ
อันเป็นเรื่องที่ผู้ควบคุมสถานการณ์คือตัวเองแทบทั้งสิ้น
ไม่สามารถไปโบ้ยความผิดให้อะไรหรือใครได้ เหมือนกรณีแรกที่ผมบอกว่าพื้นมันลื่น
“ ทำไมพูดเรื่อง “อาย” เยอะจังเลย? ” เหตุผลของผม คือ :
สำหรับผม คำว่า “อาย” ไม่ได้เป็นเพียงอาการน่ารักน่าชังของสาวแรกรุ่น ผู้ได้รับจดหมายรักจากหนุ่มน้อย -หรืออะไรเทือกนั้น
“อาย” คือมาตรวัดระดับศีลธรรมและแนวคิดในการกระทำต่างๆเบื้องต้นของแต่ละบุคคล
ที่จะทำให้เห็นได้ว่า มนุษย์ผู้นั้นมีความเห็นแก่ตัวจนเลยเถิดหรือไม่
-แน่นอนว่าทุกคนล้วนรักตัวเอง
สำหรับผม ประเด็นสำคัญมันอยู่ที่ว่า “ ความรักตัวเองนั้น สมดุลกับเหตุผลของสังคม และความรักที่มีต่อผู้อื่นหรือไม่? ”
ซึ่งคำถามนี้ ผมพยายามใช้ถามตัวเองในทุกสถานการณ์ -โดยเฉพาะในขณะนี้
ที่ผมจะต้องเป็นผู้ใหญ่ขึ้นอีกในระดับนึง --ในสภาวะของ “ คนทำงาน ” คำถามนี้จะสำคัญมากๆ หากผมเข้าสังคมการทำงานโดยขาดคำถาม หรือแนวคิดนี้ไป
ไม่นานคงเป็นได้แค่คนเห็นแก่ตัวที่น่าสมเพชคนหนึ่ง จิตใจมุ่งหวังจดจ่ออยู่กับตัวเลขที่จะผลิบานออกในช่วงต้นเดือน
โดยไม่สามารถตอบตัวเองได้ ว่าจำนวนเงินที่มีนั้นมาจากไหน? มาได้ยังไง? และมาเพื่ออะไร?
เมื่อนั้น ถ้าความโง่เขลาที่ผมไม่ปรารถนาอันนี้ได้เกิดขึ้น
ผมคงได้อายอีกครั้ง
เป็นความอับอายต่อการใช้ชีวิต ที่ไม่สามารถย้อนกลับไปแก้ไขอะไรได้เลย
ปล. หากมีข้อความ หรือกระบวนการคิดใดที่ผิดพลาด ,ไม่ถูกใจ ผมต้องขออภัยมา ณ ที่นี้
( คือตอนแรกก็ว่าจะเขียนเป็นแบบฟอร์มปกติ ,สุภาพๆหน่อยน่ะครับ แต่ยิ่งเขียนก็ยิ่งมัน เลยปล่อยซะเต็มที่
- อาจจะนอกประเด็น หรือดูก้าวร้าวไปบ้าง แต่ให้เชื่อเถอะครับ ว่าผมจริงใจ )
ด้วยความเคารพอย่างสูง
ชายผู้มาสมัครงานในเย็นวันพุธที่แล้ว
นายศรัณย์ จันทร์หาญ
edit @ 2007/05/11 14:20:22
edit @ 2007/05/11 14:28:15
edit @ 2007/05/11 16:02:41
อย่างแรก -ต้องขออภัยที่ส่งจดหมายแนะนำตัวฉบับนี้ค่อนข้างช้ากว่าที่ควร
จะไม่แก้ตัวใดๆหรอกครับ เป็นการขออภัยเฉยๆ -ธรรมดาๆ
ในส่วนของเนื้อหาที่จะกล่าวถึงในจดหมายนั้น พูดกันตรงๆผมก็ยังคิดไม่ค่อยตก ว่าควรจะบอกอะไรบ้าง ,บอกในลักษณะไหน
เลยสรุปเอาเอง ว่าควรจะเกี่ยวกับทัศนคติในเรื่องของการทำงานเป็นหลัก
“งาน” ในความหมายของผม คือ :
การใช้ความสามารถและเวลาที่มี สร้างประโยชน์ หรือผลงานอันเป็นที่น่าพึงใจต่อนายจ้าง
“นายจ้าง” ในความหมายของผม คือ :
ผู้ที่ต้องการใช้ความสามารถของเรา โดยมีผลตอบแทนให้กลับมา (โดยส่วนใหญ่จะอยู่ในรูปของ “เงินเดือน”)
ส่วนเรื่องที่ว่า นายจ้าง(หรือหัวหน้า) มีกี่ประเภท? --ให้จำแนกแยกแยะออกมาคงยาก
แต่เท่าที่ผมคิดออก ก็คงจะมีทั้งนายจ้างที่ดี และนายจ้างที่ไม่ดี
เช่นเดียวกับลูกจ้าง ที่มีทั้งดีและไม่ดี
-แต่ก็อย่างว่า เรื่อง “ดี” หรือ “ไม่ดี” มันแล้วแต่ทัศนคติในการมอง และสถานการณ์ของแต่ละคนในช่วงเวลานั้น
(ผมเป็นคนนึงที่มีสิทธิ์มองหรือคิด แต่ไม่มีสิทธิ์สรุปหรือตัดสินใครต่อใคร)
“ลูกจ้าง” ในความหมายของผม คือ :
ผู้ที่ต้องมีความรับผิดชอบในหน้าที่ ที่ตนเองได้รับมอบหมายอย่างเต็มความสามารถ
เพื่อให้งานสำเร็จตามเป้าหมายทุกด้านที่วางเอาไว้
ไม่ให้ใครมาว่าลับหลังเอาได้ ว่า “ กินแต่เงินเดือน งานไม่เคยได้เรื่อง -ไร้ยางอายสิ้นดี! ”
“อาย” ในความหมายของผม คือ :
อาการที่เกิดขึ้นเมื่อเราทำเรื่องผิดพลาด
สำหรับผม “ อาย ” แบ่งเป็น 2 ประเภทใหญ่ คือ
1. อายที่เกิดขึ้นไม่นานก็ผ่านไป ;
อย่างเช่น ผมเคยลื่นหกล้มหน้าทิ่มกลางห้างสรรพสินค้า เพราะพื้นมันลื่นเหลือเกิน
เมื่อลุกขึ้นก็หน้าแดง ,ใจเต้น ,มือไม้สั่น -รีบเดินให้พ้นจุดรวมสายตาตรงนั้นทันที
….จากมาได้ไม่ไกล้ไม่ไกล อาการอายก็หายเป็นปลิดทิ้ง
และ 2. อายที่ไม่หาย ยกเว้นจะทำอะไรบางอย่างเพื่อแก้เหตุแห่งความอายนั้น ;
อาการอายประเภทหลังนี้ มักจะเกิดจากตัวผมเอง -โทษใครก็ไม่ได้
เลยกลายเป็นความรู้สึกไม่ดีบางอย่าง ติดอยู่ในใจตลอดเวลา
เช่น -เมื่อจบการศึกษา เพื่อนๆหลายคนมีงานประจำทำกันแล้ว ไม่ต้องรบกวนทางบ้านอีกต่อไป
แต่ผมเองยังไม่มีงาน -นึกขึ้นมาเมื่อไหร่ เป็นได้รู้สึกอายเมื่อนั้น
เพราะสาเหตุที่ยังไม่มีงาน คือตัวผมเองยังพยายามไม่พอ
อันเป็นเรื่องที่ผู้ควบคุมสถานการณ์คือตัวเองแทบทั้งสิ้น
ไม่สามารถไปโบ้ยความผิดให้อะไรหรือใครได้ เหมือนกรณีแรกที่ผมบอกว่าพื้นมันลื่น
“ ทำไมพูดเรื่อง “อาย” เยอะจังเลย? ” เหตุผลของผม คือ :
สำหรับผม คำว่า “อาย” ไม่ได้เป็นเพียงอาการน่ารักน่าชังของสาวแรกรุ่น ผู้ได้รับจดหมายรักจากหนุ่มน้อย -หรืออะไรเทือกนั้น
“อาย” คือมาตรวัดระดับศีลธรรมและแนวคิดในการกระทำต่างๆเบื้องต้นของแต่ละบุคคล
ที่จะทำให้เห็นได้ว่า มนุษย์ผู้นั้นมีความเห็นแก่ตัวจนเลยเถิดหรือไม่
-แน่นอนว่าทุกคนล้วนรักตัวเอง
สำหรับผม ประเด็นสำคัญมันอยู่ที่ว่า “ ความรักตัวเองนั้น สมดุลกับเหตุผลของสังคม และความรักที่มีต่อผู้อื่นหรือไม่? ”
ซึ่งคำถามนี้ ผมพยายามใช้ถามตัวเองในทุกสถานการณ์ -โดยเฉพาะในขณะนี้
ที่ผมจะต้องเป็นผู้ใหญ่ขึ้นอีกในระดับนึง --ในสภาวะของ “ คนทำงาน ” คำถามนี้จะสำคัญมากๆ หากผมเข้าสังคมการทำงานโดยขาดคำถาม หรือแนวคิดนี้ไป
ไม่นานคงเป็นได้แค่คนเห็นแก่ตัวที่น่าสมเพชคนหนึ่ง จิตใจมุ่งหวังจดจ่ออยู่กับตัวเลขที่จะผลิบานออกในช่วงต้นเดือน
โดยไม่สามารถตอบตัวเองได้ ว่าจำนวนเงินที่มีนั้นมาจากไหน? มาได้ยังไง? และมาเพื่ออะไร?
เมื่อนั้น ถ้าความโง่เขลาที่ผมไม่ปรารถนาอันนี้ได้เกิดขึ้น
ผมคงได้อายอีกครั้ง
เป็นความอับอายต่อการใช้ชีวิต ที่ไม่สามารถย้อนกลับไปแก้ไขอะไรได้เลย
ปล. หากมีข้อความ หรือกระบวนการคิดใดที่ผิดพลาด ,ไม่ถูกใจ ผมต้องขออภัยมา ณ ที่นี้
( คือตอนแรกก็ว่าจะเขียนเป็นแบบฟอร์มปกติ ,สุภาพๆหน่อยน่ะครับ แต่ยิ่งเขียนก็ยิ่งมัน เลยปล่อยซะเต็มที่
- อาจจะนอกประเด็น หรือดูก้าวร้าวไปบ้าง แต่ให้เชื่อเถอะครับ ว่าผมจริงใจ )
ด้วยความเคารพอย่างสูง
ชายผู้มาสมัครงานในเย็นวันพุธที่แล้ว
นายศรัณย์ จันทร์หาญ
edit @ 2007/05/11 14:20:22
edit @ 2007/05/11 14:28:15
edit @ 2007/05/11 16:02:41