2007/Apr/09

ยี่สิบห้าธันวาคม 21-12-05


ทั้งที่รู้คร่าวๆแล้ว ว่าชีวิตของพนักงานประจำกินเงินเดือน
นั้นมีลักษณะอย่างไร เขาก็ยังไม่วายตกลงใจรับงานน่าเบื่อ
ที่บริษัทนี้มาตลอดหกปี

มันมักจะเป็นแบบนี้เสมอตั้งแต่จำความได้ เหตุการณ์แวดล้อมไม่ค่อยเสนอทางเลือกให้เขามากนัก
คำพูดสวยหรูที่ว่า “เราเท่านั้นที่เป็นคนเลือกทางเดินชีวิตให้ตัวเอง”
ไม่เป็นจริงเสมอไป โดยเฉพาะสำหรับเขา
มันถือเป็นเรื่องเพ้อเจ้อก็ว่าได้

ด้วยเงินเดือนละหมื่นบาทถ้วน ,
ใบหน้าละม้ายฮีโร่นักเทนนิสของไทย แต่ลงพุง และสูงเพียง 160 ซม.
เดินทางด้วยบริการขนส่งมวลชนกรุงเทพฯ จนหน้ามันแผลบทุกวัน

และสาเหตุอื่นอีกนานับประการ ทำให้เขาเป็นได้แค่มนุษย์เงินเดือนผู้โดดเดี่ยว ใช้ชีวิตแบบครึ่งๆกลางๆลุ่มๆ-ดอนๆ

อยากจะเที่ยวกลางคืนก็ไม่มีปัจจัยอำนวย อยากจะผ่อนรถก็กลัวจะไม่มีเงินพอจ่ายค่าเช่าห้อง
อยากจะติดเคเบิลทีวีก็พอทำได้ แต่เวลางานก็ไม่เอื้อให้รับชมช่องสัญญาณหลากหลายอีก

เป็นแบบนี้นานๆเข้า เลยกลายเป็นคนไม่กล้าตัดสินใจ ไม่เคยใช้ความพยายามเกินจำเป็น เพื่อเอื้อมคว้าอะไรบางอย่าง

เรื่องคู่รักยิ่งไม่ต้องพูดถึง
ชีวิต35ปีบนโลกมนุษย์คงยังไม่นานพอ
จะอนุญาตให้เขามีคนรู้ใจ เล็งคนไหนก็เป็นอันต้องแห้วหักรักคุดอยู่ร่ำไป สุดท้ายเลยเลิกคิด
(หลังจากที่ผิดหวังมาแล้ว2ครั้งถ้วน
-ใครเห็นว่าน้อยก็ไม่เป็นไร เพราะสำหรับเขามันมากเกินพอแล้ว)

ยิ่งสมัยนี้ที่อุปกรณ์และเครื่องมือช่วยให้ถึงสวรรค์เพียงลำพังนั้น หาซื้อง่ายกว่าผักปลอดสารพิษ หรือนักการเมืองไม่โกงกินหลายเท่า

การจีบผู้หญิงมาไว้ควง ให้เป็นภาระรกรุงรังจึงเป็นเรื่องไม่พึงกระทำ เมื่อไหร่ที่อยากได้น้ำตาลหวานแหววลึกซึ้งชวนฝัน ก็มีภาพยนต์รักๆใคร่ๆ ทั้งไทยและเทศ รอบริการเติมให้ไม่มีอั้นอยู่แล้ว
(แต่พูดก็พูดเถอะ สัดส่วนของภาพยนต์ romance กับภาพยนต์ uncensor จากพันทิพย์ก็ยังคงเป็น 1:30 อยู่ดี)



…………………………………………………………………...

อากาศในกรุงเทพ
ช่วงกลางเดือนธันวาคมปีนี้หนาวยะเยือกจับใจ จนหลายคนพูดกันว่าหนาวกว่าทุกปี

เหมือนกับช่วงหน้าร้อนที่บ่นกันอุบว่าร้อนกว่าทุกครั้ง เขาแอบคิดว่าเป็นเพราะเราแก่ตัวกันลงไปทุกปีหรือเปล่า สภาพร่างกายจึงทนต่อสู้กับอุณหภูมิไม่ไหว หรืออาจเป็นเพราะจิตใจที่สะสมความอ่อนแอสิ้นหวังมานานปี จนหมดกำลังจะทนต่อสิ่งรอบข้างใดๆได้

ต่างกับวัยเด็ก ที่ไม่รู้ร้อนรู้หนาว
ไม่ค่อยรู้สึกหิวหรือง่วงอย่างชัดเจนเสียที

เขานึกอยากย้อนกลับไปเป็นเด็ก ที่ไม่ต้องทนรับผิดชอบต่ออะไรทั้งสิ้น ไม่เข้าใจเหมือนกันว่าทำไมเด็กๆ ถึงชอบบ่นอยากเป็นผู้ใหญ่เร็วๆกันนัก

พอย้อนกลับไปมองตัวเองในอดีต ก็พบว่าตัวเองก็อยากโตรีบโตเหมือนกัน

ความรู้สึกตอนนั้นมันเป็นอย่างไร ก็ชักจะจำไม่ค่อยได้
อาจเป็นเพราะสมหวังแล้ว
อายุ 31 ปี คงเรียกได้ว่าเป็นผู้ใหญ่เต็มตัวสมอยาก หรืออาจเป็นเพราะคนเราไม่เคยพอใจในสภาวะที่ป็นอยู่
เด็กก็อยากรีบโตเป็นผู้ใหญ่ ผู้ใหญ่ก็บ่นอยากกลับไปเป็นเด็ก นั่นอาจเป็นธรรมชาติของมนุษย์ก็ได้


เขาแปลกใจตัวเอง
ที่อยู่ๆก็คิดอะไรโรแมนติกเรื่อยเปื่อยแบบนี้ขึ้นมาในเวลางาน เพราะยิ่งนานไปยิ่งรู้สึกว่าตัวเองห่างเหิน กับสภาพความเพ้อฝันไปทุกที

มัวแต่ง่วนอยู่กับความเป็นเหตุเป็นผลของสังคมเมือง
ทำงานเพื่อหาเงิน ไปใช้จ่ายเป็นค่าเช่าบ้าน ค่ากิน ค่ารถ เพื่อความสะดวกในชีวิตประจำวัน
เพือพักผ่อนร่างกายและจิตใจ
เพื่อซื้อเทปออกใหม่ของค่ายเพลงยักษ์ใหญ่
เพื่อซื้อโทรศัพท์มือถือถ่ายรูปได้
เพื่อซื้อกางเกงยีนส์มียี่ห้อรุ่นริมแดง เพื่อซื้อนาฬิกาข้อมือทำจากไททาเนียมแท้78%กันรอยและสนิม
เพื่อซื้อรองเท้ากีฬาแฟชั่นรุ่น limited edition
เพื่อกินสุกี้ที่โหมโฆษณาอย่างเอิกเกริก

และสุดท้าย เพื่อชีวิตที่เหลือเพียงน้อยนิดยามแก่เฒ่า
กลัวความตายที่ไม่รู้จะมาเยี่ยมเยือนวันไหน
จึงต้องเร่งใช้ปัจจัยต่างๆ ทำบุญเก็บไว้ให้มากที่สุด
เพื่อชีวิตที่มีความสุขในชาติหน้า




แต่ช่างมันก่อน
วันนี้เขายังไม่อยากคิดถึงของจำเป็นเหล่านั้น ตอนนี้เขาต้องการเพียงตั๋วเหรียญรถไฟฟ้าใต้ดิน เพื่อการเดินทางมากกว่า

ไม่นานเข็มนาฬิกาก็หมุนตรงตำแหน่งเวลาเลิกงาน
เขาปิดโคมไฟโต๊ะ เดินออกจากออฟฟิสไปยังสถานีรถไฟฟ้าใต้ดิน ซื้อตั๋วเหรียญจากสถานีเพชรบุรีถึงหัวลำโพง

เขาอยากใช้ความคิดเพ้อฝันต่ออีกนิด
โดยลำพัง


เมื่อขึ้นบันไดเลื่อนของสถานีรถไฟฟ้าใต้ดิน
มาพบกับอากาศภายนอก เขารู้สึกว่าอากาศหนาวในที่โล่ง
ต่างกับไอเย็นจากเครื่องปรับอากาศ แต่ก็ไม่รู้ว่ามันต่างกันอย่างไร

เขาเดินถูมือให้อุ่นเหน็บกระเป๋าเอกสารไว้ในวงแขน เดินเข้าร้านสะดวกซื้อผู้เปรียบดั่งเจ้าชีวิตที่มีสาขานับไม่ถ้วน
จ่ายเงินซื้อเบียร์ 2 กระป๋อง
คิดว่าจะอยู่กับมันให้นานที่สุดในคืนนี้

ค่อยๆเดินจิบโดยมีเป้าหมายปลายทางไม่ไกล
คือที่สถานีรถไฟหัวลำโพง เพื่อนั่งละเลียดแอลกอฮอล์กระป๋อง

ทันใดนั้นเขาก็ถูกจู่โจมด้วยสำเนียงหนึ่งจากความมืด
“พี่ๆ ขอตังค์ 20 บาทดิ”
เสียวสันหลังวาบ นึกถึงสมัยมัธยม
ที่ถูกคนแปลกหน้าขอเงินค่าขนมเป็นประจำ

“แต่ตอนนี้กูไม่ใช่เด็กแล้วนี่หว่า กูโตแล้ว ไม่มีใครหยามกูได้ง่ายๆเหมือนเมื่อก่อนหรอกโว้ย”
เขาวางแผนว่าจะหันไปพบกับเจ้าของเสียง เพื่อเล็งขว้างกระป๋องเบียร์เพื่อนรักให้โดนใบหน้า
แล้ววิ่งหนีไปให้ไกลที่สุด

แต่พอเอาเข้าจริง
กลับหันไปพบเพียงเด็กชายผอมแห้ง อายุประมาณ 7-10 ปี กำลังจ้องมาที่เขาด้วยสายตาอิดโรยเย็นยะเยือก ไม่ต่างจากอุณหภูมิอากาศ
เขาจึงไม่จำเป็นต้องใช้กระป๋องเบียร์(ที่เหลือของเหลวอยู่เกินกว่าครึ่ง)
มากกว่าหน้าที่ของมัน


เขาถามย้อนเด็กชายทั้งที่ได้ยินประโยคเมื่อครู่ชัดเจนดีแล้ว
“น้อง ว่าไงนะ?”

เด็กชายตอบเร็วทันใจ
“ผมหิวจะตายอยู่แล้วครับพี่ อยากกินก๋วยเตี๋ยวอันนั้นน่ะครับ” เด็กชายชี้นิ้วไปที่ร้านก๋วยเตี๋ยวใกล้ๆ แสดงจุดยืนในการขอเงินกินฟรีอย่างหนักแน่นกว่าเดิม

เขาอยากจะเตะเด็กคนนี้ให้กลิ้งเพื่อความสะใจส่วนตัว
โดยไม่ต้องเกรงว่าใครจะเห็นด้วย เพราะแถวนั้นไม่มีคน

แต่เขาไม่ทำ

วันนี้เป็นวันพิเศษ เขาอยากทำอะไรที่ดูมีคุณค่าบ้าง เพราะอารมณ์ฝันลอยๆแบบวันนี้ไม่ได้มีกันบ่อย

แต่ยังคงไม่มั่นใจในคำพูดของเด็กชาย
ถ้าให้เงินไป เด็กอาจเอาไปให้คนที่คุมอยู่อีกต่อนึง
อาจถูกพ่อแม่บังคับมาเป็นขอทาน
อาจเอาเงินไปซื้อบุหรี่สูบ
หรือไม่แน่ อาจเอาเงินไปซื้อมีดมาจี้ปล้นเขาก็เป็นได้
จึงได้เอ่ยกับเด็กชายว่า

“งั้นไป! เดี๋ยวพี่กินด้วย แกจะกินกี่ชามก็เอาเลย”

ปฏิกริยาของเด็กน้อยทำให้เขาแปลกใจ
นึกว่าจะตีหน้าเศร้าเพราะไม่ได้เงิน แต่กลับยิ้มสดใสแก้มแทบปริ รี่เข้ามากุมมือเขา
“จริงๆนะพี่! จริงๆนะ?”


คืนนั้นเขากลับถึงบ้านตี1
นอนอมยิ้นอยู่นานก่อนจะหลับ
ด้วยนึกถึงเด็กชายที่กำลังซดน้ำก๋วยเตี๋ยวชามที่4 จนเกลี้ยง

นึกถึงก่อนกลับที่บอกกับเด็กชายว่าพรุ่งนี้จะมาหาอีก
ทำให้เด็กชายเต้นแล้งเต้นกา กระโดดดีใจเหยงๆรอบตัวเขา
คิดเมื่อไหร่ก็ขำขึ้นมาทุกที

เขาไม่ได้รู้สึกแบบนีมานานมากแล้ว
ครั้งล่าสุดก็ตั้งแต่ ...ตอนไหนกันนะ หรือว่าไม่เคยเลย

เอาน่า
ยังไงพรุ่งนี้ก็คง
จะได้พบกับมันอีกแน่นอน ไอ้ความภูมิใจของการเป็นผู้ให้เนี่ย



เขาเริ่มตั้งตารอให้ถึงเวลานัดพรุ่งนี้โดยไม่รู้ตัว ครุ่นคิดว่าจะเอาอะไรไปฝากดี ขนมหรือของเล่นดี เฮ้ย!ลืมถามชื่อเลย มันชื่ออะไรวะ เอาไว้พรุ่งนี้ค่อยถาม







วันรุ่งขึ้นเขาเอาหุ่นตุ๊กตาจากการ์ตูนเรื่องดัง ที่สามารถขยับข้อต่อแขนขาได้ไปฝากเด็กชาย
(ตลกดี ไอ้หนูนี่แทบจะไม่เชื่อตัวเอง ว่าเราซื้อของเล่นราคาแค่60บาทให้มัน ทำท่าอย่างกับได้โลกมาครองทั้งใบ ดูสิ ตามันเป็นประกายเหมือน... เหมือน
เอ่อ ...อะไรดีล่ะ ช่างเถอะ)


“นี่! เราไปกินอะไรกันดี พิซซ่าเอามั้ย”

“อะไรนะพี่! พิดซ่า ไอ้นั่นน่ะนะ! ใช่นั่นมั้ย?
ไอ้พิดซ่าฮัดน่ะเหรอ พี่เคยกินด้วย เหรอ?!”

(นี่กูดูโทรมขนาดไม่มีปัญญาแดกพิซซ่าเลยใช่มั้ย?)
“เคยดิว้า! เนี่ย พี่จะพาเราไปกินด้วยกัน ไปมั้ย”

“.....”

( ฮ่าๆ ตลกจัง ดูมันสิ พูดอะไรไม่ออกเลย)
“เอ้อ! แล้วเอ็งชื่ออะไรวะ”

“ตู.. ตู....ตูนครับ”

“เออๆ ไม่ต้องเกร็งหรอก ป่ะ ตูน”

เขายื่นมือขวาให้เด็กชาย
มือของคนทั้งสอง ต่างอายุ ต่างสถานะ
และไม่เคยเห็นหน้ากันมาก่อน จนกระทั่งเมื่อวานนี้ ประสานไล่ไอเย็นในอากาศให้หมดไปจากช่องว่าง
เดินคู่กันไป ในความมืดมิดของวันที่ 7 ธันวาคม

หากใครบังเอิญได้พบเห็นภาพนั้น คงเดาไม่ออกว่าใครมีความสุขกว่าใคร เด็กหรือผู้ใหญ่ เพราะทั้งสองต่างยิ้มหน้าบานจนน่าอิจฉา




…………………………………………………………

อากาศเย็นมากขึ้นในวันนี้ 24 ธันวาคม ตูนมาค้างที่ห้องเขาเป็นคืนที่สามแล้ว
ผ่านมาเกือบครึ่งเดือนที่เขายังไม่ค่อยไว้ใจเด็กชาย
แต่เมื่อเจอกันทุกวันๆเข้า ความสนิทสนมก็ทำให้เขาเอ่ยปากชวนตูนมาค้างในคืนหนึ่ง
ซึ่งก็คือเมื่อสามวันที่แล้ว

พฤติกรรมการแสดงออกของตูน ตั้งแต่เริ่มรู้จักกันมานั้น ไม่เหมือนกับที่เขาคิด ว่าเด็กชายอาจเป็นหนึ่งในแก็งขอทานรุ่นเยาว์ ที่ทำกันเป็นอาชีพ โดยมีหัวหน้ากลุ่มหรือคนคุมเป็นผู้ดูแลและเก็บเงิน
หรือไม่ก็ถูกลักพาตัวมาเป็นขอทาน
แย่กว่านั้นคือถูกพ่อแม่บังคับให้ทำแบบนี้

แต่ตูนไม่ได้เป็นแบบที่เขาเดาสักอย่าง เขามั่นใจว่าเด็กชายอาศัยอยู่บริเวณสถานีรถไฟหัวลำโพง
ด้วยตัวคนเดียว และมีคนรู้จักแค่เพื่อนเด็กไร้บ้านอายุไล่เลี่ยกันเท่านั้น

ส่วนสาเหตุที่ตูนต้องมาใช้ชีวิตแบบนี้ ยังคงเป็นเรื่องที่เขาไม่รู้
และไม่อยากจะรู้หากเจ้าตัวไม่ยอมเป็นคนเล่าเอง



ช่วงเช้า
เขาออกไปทำงาน ตูนก็ออกไปอยู่กับเพื่อนแถวหัวลำโพงด้วยค่ารถที่เขาให้
พร้อมกับค่าอาหารสองมื้อ

พอเลิกงานตอนดึกเขาก็ไปรับเด็กชาย
แล้วก็เดินเล่น ซื้อของ และทานอาหารมื้อพิเศษกันในห้างสรรพสินค้า

ตูนตื่นเต้นเสมอเมื่อได้ก้าวผ่านประตูอัติโนมัติเข้าสู่ตัวห้าง
ตาเบิกโพลง หันซ้ายหันขวาเลิ่กลั่กด้วยความสนใจ ที่มีต่อทุก ๆ อย่างรอบตัว

เด็กชายเล่าให้เขาฟัง ว่าเพื่อนบางคนเคยแอบเข้ามาในห้างได้ โดยไม่ถูกยามจับโยนออกไปเสียก่อน แต่ตนนั้นถูกจับได้ทุกครั้ง
เลยไม่มีโอกาสได้เข้าห้าง จนมาพบกับเขา

ในขณะที่ตูนกำลังพูดเจื้อยแจ้ว เขาก็ลอบมองเด็กน้อยด้วยความตื้นตันแปลกๆ การมีความสุขเพราะได้ทำให้ผู้อื่นเป็นสุขนั้น เขาเองเพิ่งเคยได้สัมผัสก็ครั้งนี้

แววตาของเด็กชายที่มองมายังเขาช่างไร้เดียงสาและจริงใจ มันดูใสสะอาดไร้มลทินร้ายเคลือบแฝง
ไม่เคยมีใครมองเขาด้วยสายตาแบบนี้มาก่อน และไม่เคยมีใครสนใจเรื่องราวในชีวิตของเขา แบบที่เด็กชายหมั่นถามมาก่อน
มันทำให้เขาลืมความทุกข์และปัญหาต่างๆนานาจนหมด

แต่กลับมีคำถามกับตัวเองว่า จะเลี้ยงเด็กคนนี้ไปถึงเมื่อไหร่



………………………………………………………..

คืนที่ 24ธันวาคม
เด็กชายนอนหันหลังอยู่บนเตียงข้างกายเขา
ความมืดเปลี่ยว ทำให้ความเป็นตัวเองของเขากลับมา จึงเกิดอาการนอนไม่หลับ

คำถามที่ว่าจะเลี้ยงเด็กชายถึงเมื่อไหร่ ดังก้องอยู่ในหัว
ไม่รู้สิ เขาไม่อยากให้ตูนกลับไปใช้ชีวิต
แบบไม่รู้จะตายวันตายพรุ่งยังไง


เด็กวัยขนาดนี้ควรได้รับการดูแลและความอบอุ่นเพียงพอ ซึ่งตัวเขาก็ไม่ค่อยได้รับ

เขาหวนคิดถึงวัยเด็ก
ช่วงนี้ ตอนเราอายุเท่าๆกับไอ้เด็กนี่ เราเป็นยังไงบ้างนะ

ปรากฏว่าเขาจำได้แม่นถึงวันนี้
เมื่อหลายสิบปีที่แล้ว เขากำลังรอซานตาครอสอยู่ ไม่เข้าใจเหมือนกันว่าถูกประสบการณ์ปลูกฝังมาแบบไหน เป็นคนไทยแท้ๆ กลับไปตื่นเต้นกับเทศกาลสากลจนออกนอกหน้า อาจเป็นเพราะเขาชอบอากาศหนาวในช่วงนี้ หรือชอบแสงไฟและบรรยากาศการตกแต่งสถานที่ หรือไงนี่แหล่ะ

ที่จำได้ไม่ลืมเลยก็คือ การรอคอยของเขาในทุกๆปีนั้นไม่เคยสมหวังเลยสักครั้ง




ตูนขยับตัวเล็กน้อย เขาหันไปมองคิดในใจว่า
พรุ่งนี้แหล่ะ เขาจะทำให้คริสต์มาสของเด็กชายเป็นจริง โดยมีเขาเป็นซานตาครอสผู้ใจดี

เขานึกถึงรถบังคับวิทยุราคาสูงลิ่วในห้าง ที่เด็กชายจ้องจนตาแทบบอด แต่ไม่กล้าแม้จะพูดกับเขาถึงมัน
-เอาเป็นไอ้นี่แหล่ะ

เขาอยากเห็นตอนที่เด็กชายแกะกล่องของขวัญออกมา
พบกับรถบังคับวิทยุในฝัน

เขาหันไปมองเด็กชายอีกครั้ง

พรุ่งนี้ เจ้านี่มันจะออกท่าทางตลกๆแบบไหนให้ดูอีกน้า
เขาจินตนาการถึงมือไม้สั่นเทา
ดวงตากลมโตเบิกกว้างเป็นประกายแทบถลน
เมื่อเด็กชายได้ถือกล่องของขวัญไว้ในมือ

เขาฉีกยิ้มเปี่ยมความสุขในคืนมืด
เขยิบกายเข้าใกล้เด็กชาย พาดแขนกอดร่างเล็กๆนั้นแนบแน่น
และหอมที่แก้มครั้งหนึ่ง
ก่อนจะผละออกมานอนหลับ ด้วยหัวใจพองโตอย่างสบายอารมณ์



.....................................................................................................................

วันที่ 25 ธันวาคม
คริสต์มาสปีนี้ เข้ามีเป้าหมายความสุขให้รอคอย ขนาดที่ว่าตอนพักเที่ยงลงทุนไปซื้อของขวัญ และอาหารไปเก็บไว้ที่บ้าน แล้วจัดแจงแต่งสถานที่ด้วยของประดับมากมาย
จนต้องกลับเข้างานตอนบ่ายสาย


และไม่นาน การรอคอยก็สิ้นสุด เมื่อเวลางานหมดลง เขารีบไปรับเด็กชายที่หัวลำโพงเพื่อเดินทางกลับ



ภายใน 30 นาที เขาและตูนก็มาถึงปากซอยห้องเช่า
เมื่อเดินถึงตัวตึก เขาแกล้งตกใจ ทำท่าเหมือนนึกอะไรขึ้นได้ แล้วหันไปพูดกับเด็กชายว่า
“เฮ้ย นี่ ตูน พี่ลืมของไว้ที่ออฟฟิสว่ะ เดี๋ยวเราเอากุญแจไขเข้าห้องไปก่อนเลยนะ”

คือแผนเซอร์ไพรซ์ขั้นตอนแรก

ต่อไปคือ เขาจะขอเข้าทางห้องข้างๆ แล้วปีนอ้อมหลังห้องมายังระเบียงห้องตน ซึ่งมีกล่องของขวัญสุดพิเศษวางอยู่ จากนั้นก็รอเวลาที่จะเปิดประตูหลังเข้ามาทำเซอร์ไพรซ์ เมื่อได้ยินเสียงฝีเท้าเดินเฉียดมาที่ประตู



เขาเริ่มปฏิบัติการตามแผนอย่างไม่ลำบาก เพราะได้เตรียมการไว้แล้วอย่างดี

ภายในช่วงอึดใจก็มาถึงระเบียงหลังห้องตัวเอง ป่านนี้เจ้าเด็กตูนคงกำลังตื่นเต้นอ้าปากค้างหวอ กับอาหารพร้อมเค้กก้อนเบ้อเริ่มบนโต๊ะ

เขานึกขำ
รอให้เสียงเท้าเดินเข้ามาในบริเวณอย่างใจจดใจจ่อ

ทันใดนั้นเองเสียงฝีเท้าก็ดังขึ้น

ในขณะที่เขากำลังเอื้อมมือไปที่บานประตู หูกลับแว่วได้ยินเสียงคุยกันในห้อง พยายามเข้าใจว่าเป็นเสียงจากห้องอื่น แต่ก็ต้องแปลกใจหนักกว่าเดิม เพราะถ้าลองฟังดีๆแล้ว เสียงเท้ากระทบพื้นในห้องตนนั้น มีไม่ต่ำกว่า 5-8คู่

เกิดอะไรขึ้น?

เขาไม่รอช้า
ผลักบานประตูออกไปทันที
และต้องสะดุดกับภาพที่เห็น
เด็กชาย 3 คน อายุประมาณแปดปี และสิบกว่าปีอีกสองคน กำลังรื้อและยกทีวีของเขากันพัลวัล


“เฮ่ย!!”
เขาหันไปตามทิศทางที่เสียงตะโกนมา
พบกับเด็กชายแปลกหน้าอีกคน อายุประมาณสิบหกปี

“ไหนบอกไม่มี คนอยู่ไง! ไอ้ห่าเอ้ย แม่ง มึงไปตามพี่เอมาเร็ว!”
เด็กชายแปลกหน้าตะโกนลั่นพร้อมวิ่งหนีไปให้ไกลจากเขา ซึ่งยังทำตัวไม่ถูกกับเหตุการณ์ตรงหน้า

เขาวิ่งตามเด็กที่ตะโกนไป แล้วร้องเสียงดังว่า
“เฮ่ย!!พวกมึงมาทำอะไรในห้องกู”

ทันใดนั้นโลกก็วูบหนัก มืดลงลางเลือน
เขาโดนตีเข้าที่ด้านหลัง บริเวณท้ายทอย
ลงไปนอนกองไร้เรี่ยวแรง กับพื้นหินอ่อนเย็นเยือกของห้องพัก เห็นภาพคนเดินเข้ามาหาแบบเบลอๆ
เป็นเด็กวัยรุ่นชายอายุประมาณ18-20ปี กำกระชับท่อนไม้ไว้ในมือ
หันไปพูดกับเด็กชายตัวเล็ก ที่เขามั่นใจว่าต้องใช่ตูนผู้คุ้นเคยแน่ๆ

“ตู๋!!ไอ้เหี้ย!ไหนบอกว่าไม่มีคนอยู่ไง แล้วนี่มันอะไร แมวเหรอวะ!ไอ้ฉิบหาย!”

เด็กชายไม่ได้ชื่อตูนหรอกหรือ?
เขาเริ่มเข้าใจสถานการณ์ขึ้นบ้าง แต่ก็ยังไม่อยากยอมรับว่ามันเป็นเรื่องจริง
ไม่อยากเชื่อเลย ว่าตัวเองเพิ่งได้รู้ชื่อของเด็กชายก็วันนี้

“แม่งเอ้ย!!”
เด็กโตที่น่าจะมีชื่อว่าเอ ฟาดมือเข้าที่ใบหน้าตูนเต็มรัก ด้วยอารมณ์หงุดหงิด

เขาเอื้อมมือจับข้อเท้าของเอแน่น เพื่อหยุดการกระทำนั้น เด็กหนุ่มสะดุ้งตกใจจึงฟาดท่อนไม้เข้าที่แขนของเขาสุดแรง

“ไอ้เหี้ย!!”เอสบถ พร้อมเงื้อไม้ขึ้น หมายกระหน่ำลงบนตัวเขา
ตู๋วิ่งเข้ามากอดรัดเด็กหนุ่ม เพื่อให้หยุด

“มึงอย่าเสือก! พูดไม่รู้เรื่องหรือไงวะ
กูบอกมึงแล้ว ว่าไอ้ห่านี่มันไม่ได้รักมึงหรอก
ที่มันคอยดูแลป้อนข้าวป้อนน้ำมึง เพราะมันอยากอัดตูดมึงหรอก ขนาดพ่อแม่แท้ๆยังเอามึงมาทิ้งเลย แล้วเหี้ยนี่มันใครกันวะ จะได้รักมึงนักหนา?
แม่ง! โง่ฉิบหาย”

“แต่...”

“อะไรอีกวะ ก็มึงบอกกูเองไม่ใช่เหรอ
ว่ามันแอบมากอด มาหอมตอนมึงนอนอยู่น่ะ ห่ะ?”

“พี่เอ! ผมเจอไอ้นี่ที่หลังห้อง”
เด็กคนหนึ่งวิ่งมาจากระเบียง
พร้อมกล่องของขวัญในมือ

“นี่ไงล่ะ! มันกะอาของขวัญชิ้นเบ้อเริ่มให้มึง
เพื่อแลกกับการอัดถั่วดำมึงคืนนี้ ไอ้ควาย”

เอพูดจบก็เขวี้ยงกล่องของขวัญใส่หน้าตู๋
กล่องบุบบี้ ตกลงพื้น

เด็กหนุ่มอัดท่อนไม้ในมือเข้าที่ร่างกายของเขาอีกครั้ง

เขามองเห็นภาพลางๆ ว่าตู๋เก็บกล่องของขวัญขึ้นมากอดไว้แน่น
ด้วยเนื้อตัวสั่นเทา และวิ่งหนีออกไปทางประตูหน้า


เอประเคนท่อนไม้รุนแรงต่อเนื่อง ครั้งแล้วครั้งเล่า


…………………………………………………………………...

ก่อนที่สติจะหมดลง เขาถามตัวเอง
ว่าในวันนี้เมื่อสิบกว่าปีที่แล้ว เขารออะไรอยู่กันแน่

ซานตาครอสหรือของขวัญ?

ในหัวปรากฎภาพเด็กชายวิ่งถือกล่องของขวัญหนีไปไกลลิบ และหายไปกับความมืด



…………………………………………………………………...






เปลือกตาเปิดขึ้น
รับรู้โลกภายนอกอีกครั้ง บนเตียงผู้ป่วยในโรงพยาบาล

เขาครางอือเนื่องจากรู้สึกปวดหนึบในหัว

“หมอคะ ผู้ป่วยตื่นแล้วค่ะ”
นางพยาบาลกรอกเสียงลงในเครื่องสื่อสารฉุกเฉินที่หัวเตียง

ไม่นานหมอก็เดินเข้ามา
พร้อมด้วยตำรวจในเครื่องแบบหนึ่งนาย

หมอเริ่มแจงอาการบาดเจ็บให้เขาฟัง สรุปได้ว่าไม่มีอะไรน่าเป็นห่วง
ให้นอนรักษาตัวที่โรงพยาบาล สักระยะก็กลับบ้านได้

เมื่อหมอพูดจบ
ตำรวจที่เดินเข้ามาด้วยกัน
ก็เริ่มอธิบายเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นทั้งหมดให้เขาฟัง

จับใจความได้ว่า
เขาถูกแก็งเด็กบุกห้อง เข้าทำการปล้นชิงทรัพย์และทำร้ายร่างกาย ซึ่งแก็งเด็กกลุ่มได้นี้เคยก่อเหตุรุนแรงลักษณะคล้ายกันมาแล้ว
อย่างน้อยสองถึงสามครั้ง

คราวนี้ทางตำรวจสามารถรวบตัวได้หมดทุกคนแล้ว โดยมีเด็กชายที่เป็นหนึ่งในสมาชิกแก็ง นำของหลบหนีไปได้
แต่ถูกรถชนตายคาที่ ระหว่างวิ่งหนีข้ามฝั่งถนนเสียก่อน
ส่วนของนั้นอยู่ที่โรงพัก ให้เขาไปรับคืนเมื่อสะดวก

ทุกคนเดินออกจากห้องผู้ป่วยเมื่อเสร็จธุระของตน ทิ้งให้เขานอนนิ่งบนเตียงลำพัง

ความคิดสับสนถูกตีผสมปะปนกับความปวดหน่วงในหัว เหมือนกับว่ามันต่างห้ำหั่นหักล้างกันจนสิ้นซาก เหลือไว้แต่กระโหลกกลวงเปล่า

เขาหันไปทางโต๊ะผู้ป่วยที่อยู่ติดกับเตียง ด้วยความกระหายน้ำ
พบกับหนังสือพิมพ์ฉบับหนึ่งวางอยู่บนโต๊ะข้างแก้ว

เขาหยิบมันขึ้นมา แทนที่จะหยิบแก้วน้ำ

ไล่ดูภาพข่าวพาดหัวบนหน้าหนึ่ง และหยุดสายตาไว้ที่ช่องภาพบริเวณมุมซ้ายล่าง

ในภาพมีองค์ประกอบหลักคือ
รถเก๋งที่กระโปรงหน้าบุบเล็กน้อย ,
ศพเด็กชายถูกเซ็นเซอร์ในส่วนของใบหน้า

และกล่องของขวัญลายการ์ตูนที่เขาเป็นคนเลือกเองกับมือ


ชื่อ: 
เว็บไซต์: 
คอมเมนต์:




smilebig smileopen-mounthed smileconfused smilesad smileangry smiletonguequestionembarrassedsurprised smilewinkdouble winkcry
งานเยอะนะพ่อหนุ่ม
แล้วจะเข้าอ่านงานใหม่นะ
รออยู่นะจ๊ะหนุ่มน้อย
#1  by  puck At 2007-04-11 01:52, 
อ่านจบแล้วเศร้าเลยค่ะ.....
เฮ้อสังคม.........
ขอแอดนะคะว่างๆจะมาอ่านอีกเน้อออ...
#2  by  (^_^)/nana At 2007-04-11 09:48, 
ดูแวบแรกยาวจนขี้เกียจอ่าน...แต่แล้วก็อ่านจนจบ
การดำเนินเรื่อง-การเรียบเรียงเหตุการณ์
ทำได้น่าชมมากๆครับ...
แม้จะพอเดาเรื่องได้ แต่ก็ยังน่าติดตามว่าจะแอบหักมุมอะไรตอนท้ายรึเปล่าวะ
ชอบครับ...จะแวะมาอ่านเรื่อยๆเช่นกัน

ปอลอ-เห็นด้วยที่ว่าการจีบผู้หญิงมาควงเป็นภาระที่รุงรัง...
แต่ทำไมผมถึงฝักใฝ่ความรุงรังก็ม่ายรู้แฮะ
#3  by  sweettoxic At 2007-04-11 12:41, 
อะ สๆู่้นะค๊ะะะะะะ
#4  by  tae (58.9.31.74) At 2007-04-11 12:56, 

<< Home