ศูนย์กลาง 20-27 : 08 : 05
Hidden in the past :
นึกภาพตาม
บรรยากาศในห้องเรียนประถมต้น ช่วงที่คุณครูยังมาไม่ถึงห้อง
เสียงหัวเราะเฮฮาของเด็กกลุ่มหนึ่งดังขึ้น
พวกเขากำลังล้อมวงรุมแกล้งเด็กอ้วนตัวดำผมหยิก
ที่ร้องไห้จ้าเพราะหมดทางสู้
เด็กอ้วนร้องคร่ำครวญดังขึ้นเรื่อยๆ
โดยที่ไม่รู้ว่าเขายิ่งร้องดังเท่าไหร่
เด็กเกเรเหล่านั้นก็จะยิ่งฮึกเหิม และรุนแรงกับเขาได้มากขึ้นเท่านั้น
แขนขาของเขาถูกรัดตรึง ตะโกนด่าทอล้อเลียน และโดนตบหัว
แล้วสุดท้ายก็โดนจับเปลือยกายท่อนล่าง
เด็กคนหนึ่งเดินมาใกล้เขาที่กลางวง
ทันใดนั้นเเด็กที่ล้อมอยู่รอบๆก็ตะโกนเชียร์
“เอาเลย!เร็วๆสิวะ เดี๋ยวครูมาพอดี เอาเลย!”
เสียงของกลุ่มคนบังคับให้ต้องตัดสินใจ
เขายื่นมือที่กำหลวมๆเข้าใกล้ใบหน้าเด็กอ้วนจนเกือบชิด
เมื่อมือที่กำอยู่แบออกมา
เด็กอ้วนร้องเสียงหลงเหมือนคนสติแตก
เขาดิ้นพล่าน เพราะเห็นปลิงขนาดหนึ่งนิ้วในมือของอีกฝ่าย
แต่การดิ้นรนก็ไม่สามารถส่งผลอันใดต่อการเหนี่ยวยึดที่แน่นหนา
โดยเด็กร่างใหญ่สองคน
“เอาเลยๆ ให้ปลิงดูดเลือดจากเจี๊ยวมันเลย!”
เสียงตะโกนทรงพลังจากคนหมู่มากดังขึ้นอีกหนึ่งระลอก
เด็กที่ถือปลิงในมือรู้สึกถึงพลังผลักดันอันแข็งกร้าว
แต่ในขณะเดียวกันก็ใจหาย กับอาการของเด็กอ้วนเคราะห์ร้าย
เสียงร้องช่างฟังดูทรมาน บอกให้หยุด อ้อนวอนราวกับจะถูกฆ่าก็ไม่ปาน
แต่ไม่ว่าจะโวยวายคร่ำครวญขนาดไหน
ก็ไม่สามารถกลบเสียงตะโกนโห่ร้องได้
คนที่รู้ดีที่สุดคือเขาที่มีปลิงในมือ
เสียงเชียร์ของเพื่อนๆทำให้เขาอึดอัด ร้อนรน ตื่นเต้น และสนุกสนานไปในเวลาเดียวกัน
ด้วยเสียงของกลุ่มคนอันทรงอำนาจ มือกำหลวมของเขาเลื่อนลงช้าๆจนมาหยุดที่หว่างขาเด็กอ้วน
“อย่านะ อย่าทำเราเลย ขอร้อง เอามันออกไปเถอะ”
คำอ้วนวอนล่องลอยในอากาศและหายไปอย่างไร้ความหมาย
ปลิงถูกวางบนอวัยวะเพศของเด็กอ้วน
เสียงร้องโหยหวนแผดก้อง ตัวสั่นเหมือนชักกระตุก ฉี่เปรอะเลอะเทอะไปทั่วบริเวณก่อนสติจะหมดลง
-------------------------------------------------------------------
ผม :
การกลั่นแกล้งในวัยเด็ก ที่หลายคนเคยทำหรือถูกกระทำ
อาจดูไม่รุนแรงแบบนี้
ตอนอยู่ในเหตุการณ์
ผมก็ไม่เห็นว่ามันจะร้ายกาจอะไรมากมายเหมือนกัน
ทั้งไม่น่าตื่นเต้น ไม่น่าหัวเราะ และไม่น่าสงสาร
ก็เพิ่งจะรู้ว่าคนเราก็เป็นซะอย่างนี้
เกิดกับคนอื่นก็เฉยๆ ไม่เห็นจะหนักหนาอะไร
แต่พอเจอกับตัว กลายเป็นว่ารับไม่ได้
และจะพยายามสรรค์หาเหตุผลต่างๆนาๆเพื่อเข้าข้างตนเอง
อย่างเช่น-
“ก็แค่ปลิง ถ้าเป็นพวกตะขาบก็ว่าไปอย่าง”
นี่คือสิ่งที่ผมคิดสำหรับเหตุการณ์ในวันนั้น
แล้ววันนี้
วันที่เวลาล่วงมากว่าสามสิบปี
ผมก็พอจะได้รู้แล้ว ว่าตัวเองคิดผิดมาตลอด
...บือทำให้ผมเข้าใจ
เขาบอกผมว่า
“ที่แกคิดแบบนี้ก็เพราะแกไม่กลัวปลิง แต่กลัวตะขาบ แล้วแกก็ยึดเอาตัวเองเป็นศูนย์กลางความเป็นจริง
ซึ่งที่จริงมันไม่ใช่
ความกลัวของใครมันก็ขึ้นอยู่กับคนๆนั้นต่างหาก
ความคิดของใคร มันก็แล้วแต่ใครจะคิดยังไงเท่านั้นเอง
ใครจะมาบอกเราได้ว่าความจริงคืออะไร ความจริงมันไม่มีสถานะที่คงตัวสมบูรณ์หรอกนะ
ตะขาบทำร้ายเราได้มากกว่าปลิง
เป็นความจริงที่อยู่ในหน้าหนังสือ-ในห้องทดลองทางวิทยาศาสตร์
แต่ไม่ใช่ในความรู้สึกของคนที่กลัวปิงอย่างชั้นแน่ๆ
ชั้นอยากจะบอกแกมาตั้งนานแล้ว ปลิงในวันนั้นมันทำร้ายชั้นได้มากกว่าการถูกตะขาบกัด
เป็นพันๆครั้งซะอีก”
พูดจบ บือก็หยิบถุงขึ้นมาใบหนึ่ง- - -
………………………………………………..
ที่จริงเขาไม่ได้ชื่อบือหรอก
แต่ด้วยภาพพจน์ในวัยเด็กที่ดูเซื่องๆ , เงอะงะ , ผิวคล้ำ ,
รูปร่างเทอะทะโดยเฉพาะช่วงก้นที่ใหญ่ผิดขนาด
และผมหยิกดูโง่ๆ บนหัว
ทำให้เพื่อนๆเรียกเขาว่าบือโดยที่ไม่รู้(กระทั่งไม่ต้องการจะรู้)
ว่าจริงๆแล้วบือชื่ออะไร
ตอนนี้บือไม่เหลือเค้าเดิมแล้ว บือเปลี่ยนไปมาก
ยกเว้นผมหยิกๆของเขา กับสายตาที่แสดงถึงความเกลียดชังต่อทุกสิ่ง
-------------------------------------------------------------------
ผมจบโทศัลยแพทย์กระดูกเมื่อแปดปีที่แล้ว ตอนนั้นผมอายุสามสิบสอง
ในปีนั้นมีหลายอย่างเข้ามาในชีวิตผมเยอะแยะ
นอกจากเรียนจบแล้วผมยังได้งานทันที
ไม่ได้จะอวดฉลาดเลยนะ แต่คะแนนเกียรตินิยมทำให้งานดีๆวิ่งเข้ามาหาผมชนิดที่ว่าเลือกไม่ถูก
แต่สุดท้ายแล้วผมก็ตกลงใจเลือกตำแหน่งหัวหน้าทีมศัลยแพทย์
ของโรงพยาบาลเอกชนชื่อดังแห่งหนึ่ง
ก็อย่างที่รู้กัน(หรือผมอาจคิดเอาเองคนเดียว)
ว่าผู้ชายอย่างเราๆ มีงานดี เงินดี เรื่องผู้หญิงก็ง่ายขึ้นโข
แทบจะพูดได้ว่าชี้คนไหนก็ได้คนนั้น
แต่ผู้หญิงนะคุณ เลือกยากกว่าเลือกงานเยอะเลย ผมใช้เวลาตั้งหกเดือน กว่าจะแน่ใจว่าเธอคนนี้เหมาะสมที่สุด
และนี่ก็เป็นสิ่งหนึ่งที่ผมทำเป็นประจำ
-การเลือก , การตัดสินอะไรต่อมิอะไร
เพราะฉะนั้นผมต้องมองให้ออกว่าสิ่งไหนดีหรือไม่ดี กระทั่งมองว่าใครเป็นยังไง
จนมันติด กลายเป็นนิสัย หลอมรวมกับลักษณะเฉพาะของผม
เป็นระบบความคิด และการกระทำทั้งหมด
ก็คือผมมองและแยกประเภทคนอื่นจนเป็นนิสัยไปแล้ว
ไม่ว่าจะเป็นลูกน้อง , เพื่อนร่วมงานในทีม หรือนักศึกษาแพทย์ฝึกงานก็ไม่เว้น
เขาเหล่านี้ต่างพูดเป็นเสียงเดียวกัน
ว่าผมคือนักวิเคราะห์คนระดับแนวหน้าเลยทีเดียว
-----------------------
ผมแต่งงานกับเธอตอนอายุสามสิบสี่
ทุกอย่างไปได้ดี (หรือดีมากอย่างที่คนรอบตัวผมชอบพูดกัน)
หลังจากนั้นไม่นานผมก็มีลูกคนแรก
แล้วคนที่สองก็คลานตามกันมาในอีกสองปีให้หลัง
พ่อที่มั่นคงในตำแหน่ง มีรายได้ระดับบนอย่างผม ไม่จำเป็นต้องกังวลเรื่องลูก
เพราะสถานะทางอาชีพทำให้เวลาทำงานน้อยลง แต่เงินเดือนกลับสูงขึ้น ผมจึงมีเวลาให้ครอบครัวเพียงพอ
ทั้งทางด้านพ่อแม่ที่อยู่ต่างจังหวัด ผมก็กลับไปสร้างบ้านหลังใหม่ให้ท่าน ให้เงินเลี้ยงดูรายเดือนไม่เคยขาด
และพาครอบครัวไปเยี่ยมแทบทุกช่วงวันหยุดยาว
ตำแหน่งหัวหน้าและศูนย์กลางครอบครัว
จึงตกเป็นของผมอย่างสมบูรณ์ที่สุด
ก็เหมือนกับวิธีคิดในการดำรงชีวิตของผมนั่นแหล่ะ
ใช้ตัวเองเป็นศูนย์กลาง
พูดถึงที่ทำงานบ้าง
ที่นี่ผมเจอกับคนหลายประเภท
อย่างเช่น แพทย์หนุ่ม-สาวรุ่นใหม่ไฟแรง
พวกนี้คิดอยากทำอะไรไปเรื่อย เพราะมีกำลังเหลือเฟือเป็นขุมพลัง เพื่ออุดมการณ์ที่ตนใฝ่ฝัน
แต่ผมขอบอกเลยว่าวัยรุ่นเหล่านี้ขาดประสบการณ์ บางคนถึงขั้นที่เรียกได้ว่าขาดความรู้
ไม่น่าจะถูกสถาบันปล่อยให้จบออกมาทำงานได้
บางคนฉลาดก็จริง แต่หมกมุ่นกับเรื่องตำแหน่งมากไป
พวกนี้จะมีปัญหากับการเข้าสังคม บุคลิกภาพแย่ ไม่น่าคบหา
พูดถึงรุ่นพี่บ้างดีกว่า
พวกนี้วันๆเอาแต่เลียจนลิ้นสากกว่าลิ้นแมว
สมองที่ไม่ค่อยจะมี ไหลปนออกมากับน้ำลาย
แล้วไปติดอยู่ตามรองเท้าของผู้ที่มีตำแแหน่งสูงกว่า
แต่บางคนก็ไม่เป็นอย่างนั้น
ทำงานถวายชีวิตแบบยึดจรรยาแพทย์เป็นหลัก
เงินเดือนก็เลยเท่าเดิม
ลำบากถึงครอบครัวที่จำเป็นต้องใช้เงิน จนเกิดมีปากมีเสียง แล้วก็เอามาบ่นให้ผมฟังอยู่บ่อยๆ
มันน่ารำคาญมั้ยล่ะ
สรุปว่ามีแต่พวกไม่ได้ความทั้งนั้น องค์กรมันจะพังไม่เป็นท่าก็เพราะไอ้พวกแบบนี้แหล่ะ
ยิ่งพูดยิ่งไม่สบอารมณ์
ไม่อยากเชื่อว่าคนระยำด้อยค่าพวกนี้
มันจะทำให้ผมเสียตำแหน่งงานได้
ไอ้-อีตัวไหนก็ไม่รู้เสือกไปเจอวิธีบัดซบแบบนี้เข้า มันรวมรายชื่อกันถอดถอนผมออกแบบกระทันหัน
ทุเรศมั้ยล่ะ!
อยู่ตัวเดียวมันทำไม่กล้าทำอะไรผม ได้แต่ทำเป็นพูดดีทำดีกับผม ลับหลังก็ไปรวมหัวกันรุมเก็บผมซะฉิบ
แม่ง!
อยากรู้จริงๆว่าใครมันเป็นต้นความคิด
…………………………………
แล้วก็เป็นอย่างที่ผมคิดไว้ไม่มีผิด
ภรรยาสุดที่รักไม่ได้อยู่รอรับ เมื่อผมตกลงมา
พอมันรู้ว่าผมตกงาน มันก็เก็บข้าวของหนีไปกับลูก เมียจัญไรขนานแท้ ทำผมลงคอ
สมัยนี้หาคนจริงใจไม่มีแล้ว ผลประโยชน์ทั้งนั้น
…ช่างเถอะ…
ผมสงบสติอารมณ์
ก็รู้อยู่แล้วว่าต้องเป็นแบบนี้ มันเป็นกติกาของสังคมปัจจุบัน
ผมแยกออก
ผมใจเย็นและมีเหตุผลพอที่จะเริ่มต้นใหม่ เพราะผมรู้จักมันดีกว่าใคร ผมเข้าใจทิศทางที่มันจะเป็นไป
ทั้งเหตุการณ์และผู้คน ผมมีหน้าที่มองทุกอย่างเพื่อตัดสินอยู่แล้ว
อย่าลืมว่าผมคือจุดศูนย์กลาง
------------------------------------------------------------------------------------
เธอ :
ฉันไม่เคยรู้สึกดีสักครั้ง ตอนเพื่อนพูดว่า
“แหม แก ได้แฟนรวยแบบนี้ก็สบายกันยกใหญ่เลยสิ”
ฟังเหมือนฉันคบเขาเพื่อเงิน
ทั้งๆที่รู้ว่าต้องทนฟังคำพูดลักษณะนี้ จากคนรอบข้างไปตลอดชีวิต
ถ้ายังอยู่กับเขา
แต่ฉันก็ตัดสินใจรับคำขอแต่งงานของเขาอยู่ดี
ฉันคิดว่าตัวตนที่แท้จริงของเขานั้นอ่อนโยน
แต่อาจเป็นเพราะประสบการณ์ที่ไม่ดี หรืออะไรบางอย่าง ทำให้เขาเป็นคนแบบนั้น
ฉันอยากให้เขามีความสุขจริงๆสักที ไม่ได้คิดว่าฉันต้องประเสริฐอะไรขนาดนั้นหรอกนะ
ยังไม่เข้าใจเหมือนกัน
รู้อย่างเดียวว่าต้องการใช้ชีวิตอย่างมีความสุข ร่วมกับชายคนนี้
ไม่แน่อาจเป็นเพราะความสงสาร
เขาเป็นคนมั่นคงจนแข็งกระด้าง
และฉันก็อยากเป็นส่วนที่เขาไม่มี
เติมเต็มกันให้สมบูรณ์ตามวิถีที่น่าจะเป็นของหญิงชายในชีวิตคู่
แล้วฉันก็เพิ่งรู้วันนี้ ฉันคิดผิดมาตลอด
ความแข็งกร้าวในตัวเขาไม่เคยที่จะลดลงเลยสักนิด
เพื่อนร่วมงานของเขาแทบทุกคน โทรมาเพราะปัญหานี้
บอกว่าเขาชอบแสดงท่าทีดูถูกคนอื่นแบบไม่ไว้หน้า โดยที่เขาไม่เคยรู้ตัว
หรือไม่แน่เขาอาจรู้สึกถึงมันอยู่บ้าง ถึงได้หอบหิ้วเอาอารมณ์ขุ่นเคืองกลับมาที่บ้านเป็นประจำ
เมื่อฉันพยายามคุย พยายามช่วย เป็นที่ปรึกษา หาทางปลอบเขา
เขากลับฉุนเฉียวมากขึ้น
เขาไม่อยากให้ฉันมองว่าเขาอ่อนแอจนต้องให้ผู้หญิงอย่างฉันมาช่วย
มันเหมือนการดูถูกเขา
เขาไม่เคยเปิดโอกาศให้ฉันได้คุยหรือปรับทุกข์
เลยเหมือนกับว่าฉันไม่เคยได้รู้จักเขาจริงๆสักที
ที่รู้มาส่วนใหญ่ก็จากคำบอกเล่าของเพื่อนร่วมงานเขาเท่านั้น
ยิ่งนานวันไปฉันยิ่งรู้สึกอึดอัดและไม่มีค่า
ความรักที่ฉันเต็มใจให้ถูกตีความหมายเป็นอย่างอื่นที่น่าหนักใจ
ไม่น่าเชื่อว่าคนเราจะมองอะไรต่างกันไปได้ถึงขนาดนี้
ฉันมีเพียงความรักและความหวังดีให้เขา
ถ้ามันไม่มีความหมายอะไร
รังแต่จะทำให้เขาลำบากใจมากขึ้น ฉันก็ไม่สมควรจะอยู่ตรงนี้เพื่อเขาอีกแล้ว
ฉันจึงออกจากชีวิตเขาไปในวันนั้น วันที่เขาบอกฉันว่าเขาตกงาน
วันที่เขาใช้กำลังกับฉันเป็นครั้งแรก
ฉันทนไม่ไหวแล้ว
กับการที่จะต้องรู้สึกว่าตัวเองเป็นเพียงส่วนประกอบเล็กๆ
ในระบบซับซ้อนที่มีเพียงเขาเป็นศูนย์กลางของทุกสิ่ง
บือ:
เขาโทรมาหาผมคืนวันพุธ
ตอนแรกผมก็จำไม่ได้ว่าใคร หรืออาจพูดได้ว่าผมไม่อยากจะจำทุกๆอย่าง ในช่วงเวลาแห่งอดีตนั้น
แต่พอเขาเอ่ยชื่อ ผมแทบระงับความตื่นเต้นไม่ไหว เขาคือคนที่ผมอยากคุยด้วยมาตลอด
เห็นทีต้องจำใจทนเรื่องไม่ดีในอดีตเพื่อจะพบเขา
มันเหมือนกับผมต้องการต้นไม้สวยๆสักต้น
แล้วจำเป็นต้องขุดรากถอนโคน
ที่หงิกงออัปลักษณ์ และเปรอะไปด้วยโคลนขึ้นมาด้วย
(แถมยังเป็นโคลนปุ๋ยหมักที่มีกลิ่นแรงเอามากๆ)
เขานัดเจอผมที่ร้านแบบนั่งดื่มแถวบางแค
เพียงได้เห็นเขา ผมก็พอเดาออกว่าเขากำลังมีปัญหา
ที่จริงผมรู้จากน้ำเสียงของเขาตั้งแต่ตอนที่โทรมาแล้ว
ร้านที่เรานัดกันมีบรรยากาศที่น่านั่ง
…ตรงกันข้าม…
บรรยากาศระหว่างผมกับเขาช่างน่าอึดอัดเหลือเกิน
เราไม่เคยพบหรือพูดคุยกันนานมากนับตั้งแต่จบชั้นป.สาม
ปกติเวลาเพื่อนเก่าเพื่อนแก่นัดมาพบปะกัน ก็มักจะคุยถึงเรื่องราวสมัยเรียน
แต่ผมกับเขาไม่ได้มีความสัมพันธ์กันขนาดเอามาพูดเฮฮาอย่างนั้น หนำซ้ำยังมีแต่เรื่องลำบากใจ
แต่ก็ดีที่ได้มาเจอกันในวันนี้ ดีมากเลย ดีจริงๆ
ความรู้สึกในการร่วมโต๊ะไม่มีทีท่าจะดีขึ้น
เขาคงรู้สึกเหมือนกัน จึงได้สั่งเบียร์มาสองเหยือก แล้วต่อจากนั้นเหยือกที่ว่างเปล่าก็เพิ่มจำนวนขึ้นเรื่อยๆ
ควบคู่ไปกับเรื่องราวของแต่ละคน หลังจากแยกย้ายกันไปเรียนต่อ ก็ถูกยกขึ้นมาพูดเช่นกัน
เบียร์และเราสองคนทำงานเข้าขากันได้อย่างดีเยี่ยมจนถึงปิดร้าน
เขาชวนผมไปต่อที่บ้าน
ผมบอกเขาว่าเกรงใจ
เขาบอกว่าไม่เป็นไร ที่บ้านไม่มีใครอยู่ เมียพาลูกหนีไปแล้ว
เราหัวเราะ และเดินไปยังรถของเขาตามคำชวน
ใช้เวลาเดินทางประมาณหนึ่งชั่วโมงถึงบ้านของเขา
โดยไม่ต้องพูดพร่ำทำเพลง เราต่อกันด้วยบลูเลเบิ้ลออนเดอะร๊อค
บทสนทนาเริ่มต้นโดยต่อจากที่ร้าน ส่วนใหญ่เขาเป็นฝ่ายพูดซะมากกว่า เรื่องที่พูดก็วนเวียนอยู่แถวที่ทำงาน
เขาเล่าถึงเหตุการณ์ที่เขาถูกกดดันให้ต้องออกจากงาน เขาบอกว่ารู้สันดารเพื่อนร่วมงานมาตั้งแต่แรกแล้ว
ผมก็เงียบฟังไปเรื่อยๆ ซึ่งเป็นลักษณะของผู้ฟังที่ดี เขาจึงเล่าแบบหมดเปลือก
แล้วมันก็ไม่มีความรู้สึกที่ดีปะปนอยู่เลย
เขาพูดถึงเพื่อนร่วมงานในความรู้สึกส่วนตัวอย่างตรงไปตรงมา
จนเรียกได้ว่ารุนแรงเกินควร
โดยที่ผมเองไม่รู้ว่าเท็จจริงเป็นอย่างไร
เขาพูดเยอะจนผมรู้สึกว่าเพิ่งรู้จักเขาจริงๆก็วันนี้
เพราะช่วงอายุของเด็กประถมไม่สามารถทำให้เราคิดหรือพูด พอที่จะเห็นตัวตนของใครต่อใครได้
เมื่อเราผ่านเหตุการณ์มากมาย ได้รับประสบการณ์ และโตขึ้นเรื่อยๆ
สิ่งเหล่านั้นก็หลอมรวมกับส่วนสูงที่เพิ่มขึ้นทุกๆปี
จนกลายมาเป็นเราในวันนี้
เขาเองก็คงเหมือนกัน
แต่บางอย่างทำให้ผมรู้สึกว่าเขาเป็นเขาอย่างนี้มานานแล้ว ก็ตั้งแต่วันนั้นที่ผมถูกมองด้วยสายตานิ่งเฉย
เผลอนึกถึงอดีตขึ้นมา ผมจึงรู้สึกใจเต้นแรง เหตุการณ์ที่ไม่เคยลืมชัดเจนทุกรายละเอียดจนน่ากลัว
…มันกลับมาทำร้ายผมอีกครั้ง…
ผมนั่งใจลอย ฟุ้งซ่านกับเรื่องเก่าๆอยู่พักหนึ่ง โดยไม่ได้สังเกตุว่าเขาเองก็นั่งเงียบมาครู่นึงเหมือนกัน
รู้ตัวอีกที เราก็ได้แต่นั่งมองหน้ากันเงียบๆ
น้ำแข็งในทั้งสองแก้วละลายหมดแล้ว
ผมทำลายบรรยากาศเงียบงัน
ด้วยการถือแแก้วเหล้าของเราไปเททิ้งในห้องน้ำ เพื่อแก้วต่อไปที่ควรจะตามมา
ผมแอบใส่ยาสลบบางๆลงในก้นแก้วของเขา
ไม่จำเป็นต้องใส่หมด เพราะแค่ฤทธิ์แอลกอฮอล์ที่เราเต็มใจรับ
ก็ทำให้สติลางเลือนพอตัวอยู่แล้ว
ทีนี้ก็เหลือของที่ผมเตรียมมาให้เขาอีกแค่อย่างเดียว
ผมชงเหล้าแล้วยื่นให้เขาแก้วนึง
เหมือนรู้ใจผม เขายกแก้วขึ้นเป็นการเชื้อเชิญให้ผมชน
พร้อมพูดว่า “หมดแก้ว”
เราดื่มหมดแทบจะพร้อมกัน
กระแทกก้นแก้วลงบนโต๊ะ
ถึงเวลาแล้ว
ผมจะพูดเรื่องที่ผมอยากพูดมานานซะที
แต่แล้วก็ต้องเสียแผน เมื่อเขาชิงพูดขึ้นมาก่อน ไม่น่าเชื่อว่าเขาจะกล้าเอ่ยถึงเรื่องนี้
“ตอนนั้นแกกลัวมากเลยนี่หว่า จริงๆข้าว่าแกไม่เห็นจะต้องกลัวขนาดนั้นเลย
ก็แค่ปลิง ถ้าเป็นพวกตะขาบก็ว่าไปอย่าง”
ผมพยายามสงบสติอารมณ์กับคำพูดของเขา อธิบายอย่างใจเย็นและมีเหตุผลมากที่สุด
ตอนนี้ผมก็พอจะรู้แล้ว
ว่าเขาไม่เคยเห็นมันเป็นเรี่องสำคัญเลยจริงๆ
แต่ผมไม่เหมือนเขา
ผมไม่อยากตัดสินเอาเองว่าใครเป็นยังไง มันไม่ใช่สิ่งที่คนเราควรกระทำต่อกัน
แล้วอีกอย่าง ผมก็ไม่มีสิทธิ์ที่จะทำอย่างนั้นด้วย ผมทำสิ่งที่ต้องทำดีกว่า
…ผมอยากแก้แค้น…
ถ้าใช้คำนี้คงไม่ต้องการเหตุผลให้ยุ่งยาก
ไม่ต้องไปอ้าง ว่าอยากให้เขารู้ซะทีว่าในตอนนั้นมันเกิดอะไรกับผม
เพราะหากผมคิดอย่างนั้น
มันก็เหมือนกับผมไปตัดสิน ว่าเขาไม่รู้นะสิ
เพราะฉะนั้นคำนี้แหล่ะ ที่ง่ายและตรงที่สุด
ผมอยากแก้แค้น
……………………………………………..
แล้วก็ถึงเวลาเฉลยว่าอีกอย่างที่ผมเตรียมมาให้เขาคืออะไร
ความกลัวไง
คุณกลัวตะขาบมั้ย?
บางคนกลัว บางคนไม่
ผมคิดว่าความกลัวมันเป็นเรื่องส่วนบุคคลนะ
ก็เหมือนความคิดในแต่ละเรื่อง ของแต่ละคนที่ต่างกันไปนั่นแหล่ะ
ส่วนผม
ผมไม่กลัวตะขาบหรอก วันนี้ผมเตรียมมาให้เขาสี่ตัว
ผมหยิบถุงออกจากกระเป๋าถือ แล้วเอามือล้วงเข้าไปเบาๆ
ระวังไม่ให้ตะขาบกัด
ยาคงออกฤทธิ์เต็มที่แล้ว
เขาไม่สามารถขัดขืนหรือหลบหนี ทำได้เพียงแสดงอาการหวาดกลัวเท่านั้น
เขาตาเหลือกลนลาน น้ำตาไหลพราก
เป้ากางเกงเปียกเป็นวง และขยายกว้างขึ้นเรื่อยๆ
เห็นแล้วชวนให้คิดถึงตัวผมในตอนนั้นจริงๆ
ขาดก็แต่เสียงร้องอย่างเดียว น่าเสียดาย ถ้ารู้แต่แรกว่ายาจะให้ผลแบบนี้ด้วย
ผมคงเลือกเป็นชนิดอื่น ที่ไม่มีผลต่อการออกเสียงดีกว่า
ผมใช้มือเพียงข้างเดียวง้างขากรรไกรไร้เรี่ยวแรงราวทารกของเขา
ให้เปิดอ้าออก
ช่องปากของเขามีเนื้อที่สำหรับตะขาบเพียงสามตัว
แต่ที่ผมเตรียมมาทั้งหมดมันสี่
เพราะฉะนั้นไม่ว่ายังไงก็ต้องสี่
ผมฝืนยัดอีกตัวลงไป
- - - - - - - -- - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - -
ผมจำวันนั้นได้แม่น
มีทั้งคนส่งเสียงยุยงโวยวาย
ถ้าเป็นพวกเด็กผู้หญิงก็จะแอบหัวเราะคิกคัก
บ้างก็ยกมือขึ้นปิดตาไม่อยากเห็น ทำเป็นรับไม่ได้เสียเต็มประดา
ส่วนบางคนก็ไม่สนใจ
หยิบเอาของเล่นที่เตรียมมาจากบ้านเล่นอวดกัน
เขาเท่านั้นที่ต่างจากคนอื่น
เขานั่งนิ่ง
มองดูเหตุการณ์ที่เกิดกับผมอย่างสงบด้วยอารมณ์เงียบเฉย
ผมสบตากับเขาหลายครั้ง แล้วเขาก็ไม่ได้หลบตา
เขาไม่มีทีท่าจะช่วย
ไม่แสดงออกถึงความสงสาร
ไม่ได้หัวเราะสนุกสนานเหมือนเด็กส่วนใหญ่
และไม่แม้แต่จะแสดงความรู้สึกร่วมใดๆทั้งสิ้น
สิ่งที่ผมทำในวันนี้ไม่ถือเป็นการสั่งสอน เพราะเขาไม่ได้ทำอะไรผิด
ผมบอกแล้วว่ามันเป็นแค่การแก้แค้น
แล้วก็ไม่ต้องถามว่าผมไปแค้นอะไรเขานักหนา
ผมแค่อยากทำร้ายเขา มันก็เท่านั้น
…แต่จริงๆแล้วผมขอสารภาพว่ามีอีกอย่าง
คือผมอยากรู้ว่า ตอนที่เขานั่งดูผม
เขารู้สึกยังไง
อยากรู้ว่าการได้เป็นศูนย์กลาง
แห่งความถูกต้องและเงียบสงบ
ท่ามกลางความหายนะที่ไม่มีวันเข้าใจของคนอื่น
มันเป็นอย่างไร
…………………
ผมคิดว่าผมมีความสุขนะ
…………………
Hidden in the past :
นึกภาพตาม
บรรยากาศในห้องเรียนประถมต้น ช่วงที่คุณครูยังมาไม่ถึงห้อง
เสียงหัวเราะเฮฮาของเด็กกลุ่มหนึ่งดังขึ้น
พวกเขากำลังล้อมวงรุมแกล้งเด็กอ้วนตัวดำผมหยิก
ที่ร้องไห้จ้าเพราะหมดทางสู้
เด็กอ้วนร้องคร่ำครวญดังขึ้นเรื่อยๆ
โดยที่ไม่รู้ว่าเขายิ่งร้องดังเท่าไหร่
เด็กเกเรเหล่านั้นก็จะยิ่งฮึกเหิม และรุนแรงกับเขาได้มากขึ้นเท่านั้น
แขนขาของเขาถูกรัดตรึง ตะโกนด่าทอล้อเลียน และโดนตบหัว
แล้วสุดท้ายก็โดนจับเปลือยกายท่อนล่าง
เด็กคนหนึ่งเดินมาใกล้เขาที่กลางวง
ทันใดนั้นเเด็กที่ล้อมอยู่รอบๆก็ตะโกนเชียร์
“เอาเลย!เร็วๆสิวะ เดี๋ยวครูมาพอดี เอาเลย!”
เสียงของกลุ่มคนบังคับให้ต้องตัดสินใจ
เขายื่นมือที่กำหลวมๆเข้าใกล้ใบหน้าเด็กอ้วนจนเกือบชิด
เมื่อมือที่กำอยู่แบออกมา
เด็กอ้วนร้องเสียงหลงเหมือนคนสติแตก
เขาดิ้นพล่าน เพราะเห็นปลิงขนาดหนึ่งนิ้วในมือของอีกฝ่าย
แต่การดิ้นรนก็ไม่สามารถส่งผลอันใดต่อการเหนี่ยวยึดที่แน่นหนา
โดยเด็กร่างใหญ่สองคน
“เอาเลยๆ ให้ปลิงดูดเลือดจากเจี๊ยวมันเลย!”
เสียงตะโกนทรงพลังจากคนหมู่มากดังขึ้นอีกหนึ่งระลอก
เด็กที่ถือปลิงในมือรู้สึกถึงพลังผลักดันอันแข็งกร้าว
แต่ในขณะเดียวกันก็ใจหาย กับอาการของเด็กอ้วนเคราะห์ร้าย
เสียงร้องช่างฟังดูทรมาน บอกให้หยุด อ้อนวอนราวกับจะถูกฆ่าก็ไม่ปาน
แต่ไม่ว่าจะโวยวายคร่ำครวญขนาดไหน
ก็ไม่สามารถกลบเสียงตะโกนโห่ร้องได้
คนที่รู้ดีที่สุดคือเขาที่มีปลิงในมือ
เสียงเชียร์ของเพื่อนๆทำให้เขาอึดอัด ร้อนรน ตื่นเต้น และสนุกสนานไปในเวลาเดียวกัน
ด้วยเสียงของกลุ่มคนอันทรงอำนาจ มือกำหลวมของเขาเลื่อนลงช้าๆจนมาหยุดที่หว่างขาเด็กอ้วน
“อย่านะ อย่าทำเราเลย ขอร้อง เอามันออกไปเถอะ”
คำอ้วนวอนล่องลอยในอากาศและหายไปอย่างไร้ความหมาย
ปลิงถูกวางบนอวัยวะเพศของเด็กอ้วน
เสียงร้องโหยหวนแผดก้อง ตัวสั่นเหมือนชักกระตุก ฉี่เปรอะเลอะเทอะไปทั่วบริเวณก่อนสติจะหมดลง
-------------------------------------------------------------------
ผม :
การกลั่นแกล้งในวัยเด็ก ที่หลายคนเคยทำหรือถูกกระทำ
อาจดูไม่รุนแรงแบบนี้
ตอนอยู่ในเหตุการณ์
ผมก็ไม่เห็นว่ามันจะร้ายกาจอะไรมากมายเหมือนกัน
ทั้งไม่น่าตื่นเต้น ไม่น่าหัวเราะ และไม่น่าสงสาร
ก็เพิ่งจะรู้ว่าคนเราก็เป็นซะอย่างนี้
เกิดกับคนอื่นก็เฉยๆ ไม่เห็นจะหนักหนาอะไร
แต่พอเจอกับตัว กลายเป็นว่ารับไม่ได้
และจะพยายามสรรค์หาเหตุผลต่างๆนาๆเพื่อเข้าข้างตนเอง
อย่างเช่น-
“ก็แค่ปลิง ถ้าเป็นพวกตะขาบก็ว่าไปอย่าง”
นี่คือสิ่งที่ผมคิดสำหรับเหตุการณ์ในวันนั้น
แล้ววันนี้
วันที่เวลาล่วงมากว่าสามสิบปี
ผมก็พอจะได้รู้แล้ว ว่าตัวเองคิดผิดมาตลอด
...บือทำให้ผมเข้าใจ
เขาบอกผมว่า
“ที่แกคิดแบบนี้ก็เพราะแกไม่กลัวปลิง แต่กลัวตะขาบ แล้วแกก็ยึดเอาตัวเองเป็นศูนย์กลางความเป็นจริง
ซึ่งที่จริงมันไม่ใช่
ความกลัวของใครมันก็ขึ้นอยู่กับคนๆนั้นต่างหาก
ความคิดของใคร มันก็แล้วแต่ใครจะคิดยังไงเท่านั้นเอง
ใครจะมาบอกเราได้ว่าความจริงคืออะไร ความจริงมันไม่มีสถานะที่คงตัวสมบูรณ์หรอกนะ
ตะขาบทำร้ายเราได้มากกว่าปลิง
เป็นความจริงที่อยู่ในหน้าหนังสือ-ในห้องทดลองทางวิทยาศาสตร์
แต่ไม่ใช่ในความรู้สึกของคนที่กลัวปิงอย่างชั้นแน่ๆ
ชั้นอยากจะบอกแกมาตั้งนานแล้ว ปลิงในวันนั้นมันทำร้ายชั้นได้มากกว่าการถูกตะขาบกัด
เป็นพันๆครั้งซะอีก”
พูดจบ บือก็หยิบถุงขึ้นมาใบหนึ่ง- - -
………………………………………………..
ที่จริงเขาไม่ได้ชื่อบือหรอก
แต่ด้วยภาพพจน์ในวัยเด็กที่ดูเซื่องๆ , เงอะงะ , ผิวคล้ำ ,
รูปร่างเทอะทะโดยเฉพาะช่วงก้นที่ใหญ่ผิดขนาด
และผมหยิกดูโง่ๆ บนหัว
ทำให้เพื่อนๆเรียกเขาว่าบือโดยที่ไม่รู้(กระทั่งไม่ต้องการจะรู้)
ว่าจริงๆแล้วบือชื่ออะไร
ตอนนี้บือไม่เหลือเค้าเดิมแล้ว บือเปลี่ยนไปมาก
ยกเว้นผมหยิกๆของเขา กับสายตาที่แสดงถึงความเกลียดชังต่อทุกสิ่ง
-------------------------------------------------------------------
ผมจบโทศัลยแพทย์กระดูกเมื่อแปดปีที่แล้ว ตอนนั้นผมอายุสามสิบสอง
ในปีนั้นมีหลายอย่างเข้ามาในชีวิตผมเยอะแยะ
นอกจากเรียนจบแล้วผมยังได้งานทันที
ไม่ได้จะอวดฉลาดเลยนะ แต่คะแนนเกียรตินิยมทำให้งานดีๆวิ่งเข้ามาหาผมชนิดที่ว่าเลือกไม่ถูก
แต่สุดท้ายแล้วผมก็ตกลงใจเลือกตำแหน่งหัวหน้าทีมศัลยแพทย์
ของโรงพยาบาลเอกชนชื่อดังแห่งหนึ่ง
ก็อย่างที่รู้กัน(หรือผมอาจคิดเอาเองคนเดียว)
ว่าผู้ชายอย่างเราๆ มีงานดี เงินดี เรื่องผู้หญิงก็ง่ายขึ้นโข
แทบจะพูดได้ว่าชี้คนไหนก็ได้คนนั้น
แต่ผู้หญิงนะคุณ เลือกยากกว่าเลือกงานเยอะเลย ผมใช้เวลาตั้งหกเดือน กว่าจะแน่ใจว่าเธอคนนี้เหมาะสมที่สุด
และนี่ก็เป็นสิ่งหนึ่งที่ผมทำเป็นประจำ
-การเลือก , การตัดสินอะไรต่อมิอะไร
เพราะฉะนั้นผมต้องมองให้ออกว่าสิ่งไหนดีหรือไม่ดี กระทั่งมองว่าใครเป็นยังไง
จนมันติด กลายเป็นนิสัย หลอมรวมกับลักษณะเฉพาะของผม
เป็นระบบความคิด และการกระทำทั้งหมด
ก็คือผมมองและแยกประเภทคนอื่นจนเป็นนิสัยไปแล้ว
ไม่ว่าจะเป็นลูกน้อง , เพื่อนร่วมงานในทีม หรือนักศึกษาแพทย์ฝึกงานก็ไม่เว้น
เขาเหล่านี้ต่างพูดเป็นเสียงเดียวกัน
ว่าผมคือนักวิเคราะห์คนระดับแนวหน้าเลยทีเดียว
-----------------------
ผมแต่งงานกับเธอตอนอายุสามสิบสี่
ทุกอย่างไปได้ดี (หรือดีมากอย่างที่คนรอบตัวผมชอบพูดกัน)
หลังจากนั้นไม่นานผมก็มีลูกคนแรก
แล้วคนที่สองก็คลานตามกันมาในอีกสองปีให้หลัง
พ่อที่มั่นคงในตำแหน่ง มีรายได้ระดับบนอย่างผม ไม่จำเป็นต้องกังวลเรื่องลูก
เพราะสถานะทางอาชีพทำให้เวลาทำงานน้อยลง แต่เงินเดือนกลับสูงขึ้น ผมจึงมีเวลาให้ครอบครัวเพียงพอ
ทั้งทางด้านพ่อแม่ที่อยู่ต่างจังหวัด ผมก็กลับไปสร้างบ้านหลังใหม่ให้ท่าน ให้เงินเลี้ยงดูรายเดือนไม่เคยขาด
และพาครอบครัวไปเยี่ยมแทบทุกช่วงวันหยุดยาว
ตำแหน่งหัวหน้าและศูนย์กลางครอบครัว
จึงตกเป็นของผมอย่างสมบูรณ์ที่สุด
ก็เหมือนกับวิธีคิดในการดำรงชีวิตของผมนั่นแหล่ะ
ใช้ตัวเองเป็นศูนย์กลาง
พูดถึงที่ทำงานบ้าง
ที่นี่ผมเจอกับคนหลายประเภท
อย่างเช่น แพทย์หนุ่ม-สาวรุ่นใหม่ไฟแรง
พวกนี้คิดอยากทำอะไรไปเรื่อย เพราะมีกำลังเหลือเฟือเป็นขุมพลัง เพื่ออุดมการณ์ที่ตนใฝ่ฝัน
แต่ผมขอบอกเลยว่าวัยรุ่นเหล่านี้ขาดประสบการณ์ บางคนถึงขั้นที่เรียกได้ว่าขาดความรู้
ไม่น่าจะถูกสถาบันปล่อยให้จบออกมาทำงานได้
บางคนฉลาดก็จริง แต่หมกมุ่นกับเรื่องตำแหน่งมากไป
พวกนี้จะมีปัญหากับการเข้าสังคม บุคลิกภาพแย่ ไม่น่าคบหา
พูดถึงรุ่นพี่บ้างดีกว่า
พวกนี้วันๆเอาแต่เลียจนลิ้นสากกว่าลิ้นแมว
สมองที่ไม่ค่อยจะมี ไหลปนออกมากับน้ำลาย
แล้วไปติดอยู่ตามรองเท้าของผู้ที่มีตำแแหน่งสูงกว่า
แต่บางคนก็ไม่เป็นอย่างนั้น
ทำงานถวายชีวิตแบบยึดจรรยาแพทย์เป็นหลัก
เงินเดือนก็เลยเท่าเดิม
ลำบากถึงครอบครัวที่จำเป็นต้องใช้เงิน จนเกิดมีปากมีเสียง แล้วก็เอามาบ่นให้ผมฟังอยู่บ่อยๆ
มันน่ารำคาญมั้ยล่ะ
สรุปว่ามีแต่พวกไม่ได้ความทั้งนั้น องค์กรมันจะพังไม่เป็นท่าก็เพราะไอ้พวกแบบนี้แหล่ะ
ยิ่งพูดยิ่งไม่สบอารมณ์
ไม่อยากเชื่อว่าคนระยำด้อยค่าพวกนี้
มันจะทำให้ผมเสียตำแหน่งงานได้
ไอ้-อีตัวไหนก็ไม่รู้เสือกไปเจอวิธีบัดซบแบบนี้เข้า มันรวมรายชื่อกันถอดถอนผมออกแบบกระทันหัน
ทุเรศมั้ยล่ะ!
อยู่ตัวเดียวมันทำไม่กล้าทำอะไรผม ได้แต่ทำเป็นพูดดีทำดีกับผม ลับหลังก็ไปรวมหัวกันรุมเก็บผมซะฉิบ
แม่ง!
อยากรู้จริงๆว่าใครมันเป็นต้นความคิด
…………………………………
แล้วก็เป็นอย่างที่ผมคิดไว้ไม่มีผิด
ภรรยาสุดที่รักไม่ได้อยู่รอรับ เมื่อผมตกลงมา
พอมันรู้ว่าผมตกงาน มันก็เก็บข้าวของหนีไปกับลูก เมียจัญไรขนานแท้ ทำผมลงคอ
สมัยนี้หาคนจริงใจไม่มีแล้ว ผลประโยชน์ทั้งนั้น
…ช่างเถอะ…
ผมสงบสติอารมณ์
ก็รู้อยู่แล้วว่าต้องเป็นแบบนี้ มันเป็นกติกาของสังคมปัจจุบัน
ผมแยกออก
ผมใจเย็นและมีเหตุผลพอที่จะเริ่มต้นใหม่ เพราะผมรู้จักมันดีกว่าใคร ผมเข้าใจทิศทางที่มันจะเป็นไป
ทั้งเหตุการณ์และผู้คน ผมมีหน้าที่มองทุกอย่างเพื่อตัดสินอยู่แล้ว
อย่าลืมว่าผมคือจุดศูนย์กลาง
------------------------------------------------------------------------------------
เธอ :
ฉันไม่เคยรู้สึกดีสักครั้ง ตอนเพื่อนพูดว่า
“แหม แก ได้แฟนรวยแบบนี้ก็สบายกันยกใหญ่เลยสิ”
ฟังเหมือนฉันคบเขาเพื่อเงิน
ทั้งๆที่รู้ว่าต้องทนฟังคำพูดลักษณะนี้ จากคนรอบข้างไปตลอดชีวิต
ถ้ายังอยู่กับเขา
แต่ฉันก็ตัดสินใจรับคำขอแต่งงานของเขาอยู่ดี
ฉันคิดว่าตัวตนที่แท้จริงของเขานั้นอ่อนโยน
แต่อาจเป็นเพราะประสบการณ์ที่ไม่ดี หรืออะไรบางอย่าง ทำให้เขาเป็นคนแบบนั้น
ฉันอยากให้เขามีความสุขจริงๆสักที ไม่ได้คิดว่าฉันต้องประเสริฐอะไรขนาดนั้นหรอกนะ
ยังไม่เข้าใจเหมือนกัน
รู้อย่างเดียวว่าต้องการใช้ชีวิตอย่างมีความสุข ร่วมกับชายคนนี้
ไม่แน่อาจเป็นเพราะความสงสาร
เขาเป็นคนมั่นคงจนแข็งกระด้าง
และฉันก็อยากเป็นส่วนที่เขาไม่มี
เติมเต็มกันให้สมบูรณ์ตามวิถีที่น่าจะเป็นของหญิงชายในชีวิตคู่
แล้วฉันก็เพิ่งรู้วันนี้ ฉันคิดผิดมาตลอด
ความแข็งกร้าวในตัวเขาไม่เคยที่จะลดลงเลยสักนิด
เพื่อนร่วมงานของเขาแทบทุกคน โทรมาเพราะปัญหานี้
บอกว่าเขาชอบแสดงท่าทีดูถูกคนอื่นแบบไม่ไว้หน้า โดยที่เขาไม่เคยรู้ตัว
หรือไม่แน่เขาอาจรู้สึกถึงมันอยู่บ้าง ถึงได้หอบหิ้วเอาอารมณ์ขุ่นเคืองกลับมาที่บ้านเป็นประจำ
เมื่อฉันพยายามคุย พยายามช่วย เป็นที่ปรึกษา หาทางปลอบเขา
เขากลับฉุนเฉียวมากขึ้น
เขาไม่อยากให้ฉันมองว่าเขาอ่อนแอจนต้องให้ผู้หญิงอย่างฉันมาช่วย
มันเหมือนการดูถูกเขา
เขาไม่เคยเปิดโอกาศให้ฉันได้คุยหรือปรับทุกข์
เลยเหมือนกับว่าฉันไม่เคยได้รู้จักเขาจริงๆสักที
ที่รู้มาส่วนใหญ่ก็จากคำบอกเล่าของเพื่อนร่วมงานเขาเท่านั้น
ยิ่งนานวันไปฉันยิ่งรู้สึกอึดอัดและไม่มีค่า
ความรักที่ฉันเต็มใจให้ถูกตีความหมายเป็นอย่างอื่นที่น่าหนักใจ
ไม่น่าเชื่อว่าคนเราจะมองอะไรต่างกันไปได้ถึงขนาดนี้
ฉันมีเพียงความรักและความหวังดีให้เขา
ถ้ามันไม่มีความหมายอะไร
รังแต่จะทำให้เขาลำบากใจมากขึ้น ฉันก็ไม่สมควรจะอยู่ตรงนี้เพื่อเขาอีกแล้ว
ฉันจึงออกจากชีวิตเขาไปในวันนั้น วันที่เขาบอกฉันว่าเขาตกงาน
วันที่เขาใช้กำลังกับฉันเป็นครั้งแรก
ฉันทนไม่ไหวแล้ว
กับการที่จะต้องรู้สึกว่าตัวเองเป็นเพียงส่วนประกอบเล็กๆ
ในระบบซับซ้อนที่มีเพียงเขาเป็นศูนย์กลางของทุกสิ่ง
บือ:
เขาโทรมาหาผมคืนวันพุธ
ตอนแรกผมก็จำไม่ได้ว่าใคร หรืออาจพูดได้ว่าผมไม่อยากจะจำทุกๆอย่าง ในช่วงเวลาแห่งอดีตนั้น
แต่พอเขาเอ่ยชื่อ ผมแทบระงับความตื่นเต้นไม่ไหว เขาคือคนที่ผมอยากคุยด้วยมาตลอด
เห็นทีต้องจำใจทนเรื่องไม่ดีในอดีตเพื่อจะพบเขา
มันเหมือนกับผมต้องการต้นไม้สวยๆสักต้น
แล้วจำเป็นต้องขุดรากถอนโคน
ที่หงิกงออัปลักษณ์ และเปรอะไปด้วยโคลนขึ้นมาด้วย
(แถมยังเป็นโคลนปุ๋ยหมักที่มีกลิ่นแรงเอามากๆ)
เขานัดเจอผมที่ร้านแบบนั่งดื่มแถวบางแค
เพียงได้เห็นเขา ผมก็พอเดาออกว่าเขากำลังมีปัญหา
ที่จริงผมรู้จากน้ำเสียงของเขาตั้งแต่ตอนที่โทรมาแล้ว
ร้านที่เรานัดกันมีบรรยากาศที่น่านั่ง
…ตรงกันข้าม…
บรรยากาศระหว่างผมกับเขาช่างน่าอึดอัดเหลือเกิน
เราไม่เคยพบหรือพูดคุยกันนานมากนับตั้งแต่จบชั้นป.สาม
ปกติเวลาเพื่อนเก่าเพื่อนแก่นัดมาพบปะกัน ก็มักจะคุยถึงเรื่องราวสมัยเรียน
แต่ผมกับเขาไม่ได้มีความสัมพันธ์กันขนาดเอามาพูดเฮฮาอย่างนั้น หนำซ้ำยังมีแต่เรื่องลำบากใจ
แต่ก็ดีที่ได้มาเจอกันในวันนี้ ดีมากเลย ดีจริงๆ
ความรู้สึกในการร่วมโต๊ะไม่มีทีท่าจะดีขึ้น
เขาคงรู้สึกเหมือนกัน จึงได้สั่งเบียร์มาสองเหยือก แล้วต่อจากนั้นเหยือกที่ว่างเปล่าก็เพิ่มจำนวนขึ้นเรื่อยๆ
ควบคู่ไปกับเรื่องราวของแต่ละคน หลังจากแยกย้ายกันไปเรียนต่อ ก็ถูกยกขึ้นมาพูดเช่นกัน
เบียร์และเราสองคนทำงานเข้าขากันได้อย่างดีเยี่ยมจนถึงปิดร้าน
เขาชวนผมไปต่อที่บ้าน
ผมบอกเขาว่าเกรงใจ
เขาบอกว่าไม่เป็นไร ที่บ้านไม่มีใครอยู่ เมียพาลูกหนีไปแล้ว
เราหัวเราะ และเดินไปยังรถของเขาตามคำชวน
ใช้เวลาเดินทางประมาณหนึ่งชั่วโมงถึงบ้านของเขา
โดยไม่ต้องพูดพร่ำทำเพลง เราต่อกันด้วยบลูเลเบิ้ลออนเดอะร๊อค
บทสนทนาเริ่มต้นโดยต่อจากที่ร้าน ส่วนใหญ่เขาเป็นฝ่ายพูดซะมากกว่า เรื่องที่พูดก็วนเวียนอยู่แถวที่ทำงาน
เขาเล่าถึงเหตุการณ์ที่เขาถูกกดดันให้ต้องออกจากงาน เขาบอกว่ารู้สันดารเพื่อนร่วมงานมาตั้งแต่แรกแล้ว
ผมก็เงียบฟังไปเรื่อยๆ ซึ่งเป็นลักษณะของผู้ฟังที่ดี เขาจึงเล่าแบบหมดเปลือก
แล้วมันก็ไม่มีความรู้สึกที่ดีปะปนอยู่เลย
เขาพูดถึงเพื่อนร่วมงานในความรู้สึกส่วนตัวอย่างตรงไปตรงมา
จนเรียกได้ว่ารุนแรงเกินควร
โดยที่ผมเองไม่รู้ว่าเท็จจริงเป็นอย่างไร
เขาพูดเยอะจนผมรู้สึกว่าเพิ่งรู้จักเขาจริงๆก็วันนี้
เพราะช่วงอายุของเด็กประถมไม่สามารถทำให้เราคิดหรือพูด พอที่จะเห็นตัวตนของใครต่อใครได้
เมื่อเราผ่านเหตุการณ์มากมาย ได้รับประสบการณ์ และโตขึ้นเรื่อยๆ
สิ่งเหล่านั้นก็หลอมรวมกับส่วนสูงที่เพิ่มขึ้นทุกๆปี
จนกลายมาเป็นเราในวันนี้
เขาเองก็คงเหมือนกัน
แต่บางอย่างทำให้ผมรู้สึกว่าเขาเป็นเขาอย่างนี้มานานแล้ว ก็ตั้งแต่วันนั้นที่ผมถูกมองด้วยสายตานิ่งเฉย
เผลอนึกถึงอดีตขึ้นมา ผมจึงรู้สึกใจเต้นแรง เหตุการณ์ที่ไม่เคยลืมชัดเจนทุกรายละเอียดจนน่ากลัว
…มันกลับมาทำร้ายผมอีกครั้ง…
ผมนั่งใจลอย ฟุ้งซ่านกับเรื่องเก่าๆอยู่พักหนึ่ง โดยไม่ได้สังเกตุว่าเขาเองก็นั่งเงียบมาครู่นึงเหมือนกัน
รู้ตัวอีกที เราก็ได้แต่นั่งมองหน้ากันเงียบๆ
น้ำแข็งในทั้งสองแก้วละลายหมดแล้ว
ผมทำลายบรรยากาศเงียบงัน
ด้วยการถือแแก้วเหล้าของเราไปเททิ้งในห้องน้ำ เพื่อแก้วต่อไปที่ควรจะตามมา
ผมแอบใส่ยาสลบบางๆลงในก้นแก้วของเขา
ไม่จำเป็นต้องใส่หมด เพราะแค่ฤทธิ์แอลกอฮอล์ที่เราเต็มใจรับ
ก็ทำให้สติลางเลือนพอตัวอยู่แล้ว
ทีนี้ก็เหลือของที่ผมเตรียมมาให้เขาอีกแค่อย่างเดียว
ผมชงเหล้าแล้วยื่นให้เขาแก้วนึง
เหมือนรู้ใจผม เขายกแก้วขึ้นเป็นการเชื้อเชิญให้ผมชน
พร้อมพูดว่า “หมดแก้ว”
เราดื่มหมดแทบจะพร้อมกัน
กระแทกก้นแก้วลงบนโต๊ะ
ถึงเวลาแล้ว
ผมจะพูดเรื่องที่ผมอยากพูดมานานซะที
แต่แล้วก็ต้องเสียแผน เมื่อเขาชิงพูดขึ้นมาก่อน ไม่น่าเชื่อว่าเขาจะกล้าเอ่ยถึงเรื่องนี้
“ตอนนั้นแกกลัวมากเลยนี่หว่า จริงๆข้าว่าแกไม่เห็นจะต้องกลัวขนาดนั้นเลย
ก็แค่ปลิง ถ้าเป็นพวกตะขาบก็ว่าไปอย่าง”
ผมพยายามสงบสติอารมณ์กับคำพูดของเขา อธิบายอย่างใจเย็นและมีเหตุผลมากที่สุด
ตอนนี้ผมก็พอจะรู้แล้ว
ว่าเขาไม่เคยเห็นมันเป็นเรี่องสำคัญเลยจริงๆ
แต่ผมไม่เหมือนเขา
ผมไม่อยากตัดสินเอาเองว่าใครเป็นยังไง มันไม่ใช่สิ่งที่คนเราควรกระทำต่อกัน
แล้วอีกอย่าง ผมก็ไม่มีสิทธิ์ที่จะทำอย่างนั้นด้วย ผมทำสิ่งที่ต้องทำดีกว่า
…ผมอยากแก้แค้น…
ถ้าใช้คำนี้คงไม่ต้องการเหตุผลให้ยุ่งยาก
ไม่ต้องไปอ้าง ว่าอยากให้เขารู้ซะทีว่าในตอนนั้นมันเกิดอะไรกับผม
เพราะหากผมคิดอย่างนั้น
มันก็เหมือนกับผมไปตัดสิน ว่าเขาไม่รู้นะสิ
เพราะฉะนั้นคำนี้แหล่ะ ที่ง่ายและตรงที่สุด
ผมอยากแก้แค้น
……………………………………………..
แล้วก็ถึงเวลาเฉลยว่าอีกอย่างที่ผมเตรียมมาให้เขาคืออะไร
ความกลัวไง
คุณกลัวตะขาบมั้ย?
บางคนกลัว บางคนไม่
ผมคิดว่าความกลัวมันเป็นเรื่องส่วนบุคคลนะ
ก็เหมือนความคิดในแต่ละเรื่อง ของแต่ละคนที่ต่างกันไปนั่นแหล่ะ
ส่วนผม
ผมไม่กลัวตะขาบหรอก วันนี้ผมเตรียมมาให้เขาสี่ตัว
ผมหยิบถุงออกจากกระเป๋าถือ แล้วเอามือล้วงเข้าไปเบาๆ
ระวังไม่ให้ตะขาบกัด
ยาคงออกฤทธิ์เต็มที่แล้ว
เขาไม่สามารถขัดขืนหรือหลบหนี ทำได้เพียงแสดงอาการหวาดกลัวเท่านั้น
เขาตาเหลือกลนลาน น้ำตาไหลพราก
เป้ากางเกงเปียกเป็นวง และขยายกว้างขึ้นเรื่อยๆ
เห็นแล้วชวนให้คิดถึงตัวผมในตอนนั้นจริงๆ
ขาดก็แต่เสียงร้องอย่างเดียว น่าเสียดาย ถ้ารู้แต่แรกว่ายาจะให้ผลแบบนี้ด้วย
ผมคงเลือกเป็นชนิดอื่น ที่ไม่มีผลต่อการออกเสียงดีกว่า
ผมใช้มือเพียงข้างเดียวง้างขากรรไกรไร้เรี่ยวแรงราวทารกของเขา
ให้เปิดอ้าออก
ช่องปากของเขามีเนื้อที่สำหรับตะขาบเพียงสามตัว
แต่ที่ผมเตรียมมาทั้งหมดมันสี่
เพราะฉะนั้นไม่ว่ายังไงก็ต้องสี่
ผมฝืนยัดอีกตัวลงไป
- - - - - - - -- - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - -
ผมจำวันนั้นได้แม่น
มีทั้งคนส่งเสียงยุยงโวยวาย
ถ้าเป็นพวกเด็กผู้หญิงก็จะแอบหัวเราะคิกคัก
บ้างก็ยกมือขึ้นปิดตาไม่อยากเห็น ทำเป็นรับไม่ได้เสียเต็มประดา
ส่วนบางคนก็ไม่สนใจ
หยิบเอาของเล่นที่เตรียมมาจากบ้านเล่นอวดกัน
เขาเท่านั้นที่ต่างจากคนอื่น
เขานั่งนิ่ง
มองดูเหตุการณ์ที่เกิดกับผมอย่างสงบด้วยอารมณ์เงียบเฉย
ผมสบตากับเขาหลายครั้ง แล้วเขาก็ไม่ได้หลบตา
เขาไม่มีทีท่าจะช่วย
ไม่แสดงออกถึงความสงสาร
ไม่ได้หัวเราะสนุกสนานเหมือนเด็กส่วนใหญ่
และไม่แม้แต่จะแสดงความรู้สึกร่วมใดๆทั้งสิ้น
สิ่งที่ผมทำในวันนี้ไม่ถือเป็นการสั่งสอน เพราะเขาไม่ได้ทำอะไรผิด
ผมบอกแล้วว่ามันเป็นแค่การแก้แค้น
แล้วก็ไม่ต้องถามว่าผมไปแค้นอะไรเขานักหนา
ผมแค่อยากทำร้ายเขา มันก็เท่านั้น
…แต่จริงๆแล้วผมขอสารภาพว่ามีอีกอย่าง
คือผมอยากรู้ว่า ตอนที่เขานั่งดูผม
เขารู้สึกยังไง
อยากรู้ว่าการได้เป็นศูนย์กลาง
แห่งความถูกต้องและเงียบสงบ
ท่ามกลางความหายนะที่ไม่มีวันเข้าใจของคนอื่น
มันเป็นอย่างไร
…………………
ผมคิดว่าผมมีความสุขนะ
…………………