ในเย็นนั้น 30-04-06
สายสวาทยังคงเหม่อลอย สายตาเธอทอดยาวไปในความมืดนอกกระจกรถ ราวกับมองหาความหวัง ที่ไม่น่าจะมีอยู่เลยในอากาศทึบอับควันท่อไอเสีย
"ถ้าเป็นในละครแม่งต้องมีฝนตกพรำๆ ส่วนถนนนี่ก็ต้องโล่ง เหมือนแม่งไม่มีใครแล้วในโลก-อย่างนั้น" มนตรีรำพึงรำพันในใจ ซึ่งตรงข้ามกับความเป็นจริง
ท้องถนนในกรุงเทพ เวลา4ทุ่มครึ่งยังคงเต็มไปด้วยรถยนต์ จอดติดกันเป็นแพแน่นขนัดไม่ยอมเขยื้อน อากาศก็ร้อนอบอ้าวสิ้นดี
อันที่จริงมนตรีวางแผนไว้ว่าจะเอารถเข้าอู่ไปซ่อมแอร็เย็นนี้ แต่บังเอิญเกิดเรื่องบ้าๆขึ้นกระทันหันเสียก่อน
-พูดว่าเกิดนานแล้ว แต่เขาเพิ่งรู้เย็นนี้จะเหมาะกว่า
สายสวาท แฟนสาวนอกสมรสที่แอบคบหากันกว่าปีเพิ่งบอกเขาว่าเธอท้อง
'ห่า!เมื่อไหร่กูจะได้ซ่อมแอร์ซะทีวะ!'เขาสบถในใจ
บางครั้งคนเราก็ชาชินกับสิ่งที่ตนคิดว่าปกติ
เรื่องเศร้าที่อุบัติขึ้นในขณะนี้
คือมนตรีขับรถพาสายสวาทสาวชู้รักไปทำแท้งเถื่อน
ณ คลินิคของเพื่อนเขา
บรรยากาศภายนอกควรจะดูหดหู่เศร้าสลด
หรือกระทั่งสมเพช -อะไรก็ได้ที่ไม่ใช่แบบนี้
ร้อนอ้าว และรถติด(เดาว่า)เพราะคนออกมาเที่ยวกลางคืน
บาทริมถนนคึกคักด้วยแสงสีครึกครื้น
ภายในรถคันที่จอดนิ่งอยู่ทางซ้าย ชายหนุ่มหญิงสาวคุยเล่นหยอกล้อกันหวานปานจะหยด ส่วนรถตู้คันทางขวาเดาว่าเป็นครอบครัวใหญ่
ประกอบด้วยพ่อ แม่ ลูกเล็กๆสองคน น้า ป้า ตายาย-หรืออะไรก็แล้วแต่
คงจะเดินทางไปเที่ยวต่างจังหวัดกัน
ช่างดูมีความสุขและอบอุ่นเสียเหลือเกิน
เป็นไปได้ไง!?
มนตรีรู้สึกว่ารถของเขาคือส่วนเกินบนถนนเส้นนี้ เหมือนอยู่คนละโลก อาจเพราะเพิ่งตระหนักได้ว่า โลกไม่ได้หยุดหมุน และกำลังจะแตกเป็นเสี่ยงๆเหมือนชีวิตเขา
คงจะจริงที่ว่าคนเราเป็นเพียงส่วนประกอบเล็กๆ
ของบางอย่างที่ยากเกินเอื้อมรู้ ผลกระทบที่เกิดจากเราต่อสิ่งรอบนอก
ไม่เคยมากมายสมอยากเท่าใดนัก
เขาพาลคิดถึงมิวสิควีดีโอที่ปรากฎภาพเมฆมืดคล้ำกระหน่ำห่าฝนลงเปียกปอนหญิงสาวรักสลาย ดูคล้ายเธอสามารถควบคุมหยดน้ำให้โปรยหนักเบา
ตามอารมณ์เธอได้ กระทั่งถนนหนทางยังร้างเงาคนอย่างประหลาด
มนตรีหัวเราะขึ้นเบาๆ แต่สามารถทะลุทำลายความนิ่งงันในคันรถ
'งั้นในความความเป็นจริง วันที่ไอ้โง่คนนึงเกิดอกหัก แม่งอาจเป็นวันที่ไอ้เง่าสักคนลุกขึ้นทำรัฐประหาร
ก่อสงครามกลางเมืองก็ได้ คงเป็นภาพที่พิลึกฉิบหาย
...ไม่สิ นั่นอาจดูเป็นธรรมชาติกว่า กูคงยึดติดมากเกินไป
ช่วยไม่ได้นี่หว่า
ทีวีของกูมันก็ฉายมิวสิควีดีโอไอ้ที่ว่านั่นเหมือนกันแหล่ะ
จริงมั้ย?'
เขาอมยิ้มกับความในใจ
สายสวาทหันมองรอยยิ้มนั้น เขารู้ตัวว่าเธอมอง แต่กลับทำเป็นไม่สนใจ
'เฮ่อะ!ทำไมล่ะ? ฉันควรเศร้าเพื่อเธอหรือไง ดูซะมั่ง ขนาดฟ้ามันยังไม่โปรยเม็ดฝนลงปลอบเธอแม้สักหยด ก็เพราะเธอเป็นคนเริ่มมันเอง อย่ามาเรียกร้องอะไรให้มันมากนักเลย'
รถจอดหน้าคลินิค แล้วบึ่งออกไปโดยที่ประตูด้านคนขับไม่กระดิกเปิดสักนิด
เขาปล่อย(ถีบ)เธอลงผจญบาปทรมาน พร้อมเช็คเงินสดจำนวนหนึ่งแสนบาทถ้วน โดยส่วนหนึ่งคือค่าจ้างปลิดชีวิตในท้องของเธอ ซึ่งมากเอาการเพราะอายุครรภ์เกือบ 6 เดือนแล้ว ราคาก็สูงตามเป็นปกติ
สำหรับอีกส่วนหนึ่ง ถือเป็นค่าความสัมพันธ์ในช่วงเวลาเกือบปี ซึ่งจะคุ้มค่าหรือไม่นั้น มีเพียงสายสวาทที่ตอบได้
'ไม่ยอมเปลี่ยนใหม่ ไม่เจอสิ่งที่ดีกว่า'
มนตรีเคารพและปฏิบัติตามคติประจำใจข้อนี้เคร่งครัด ซึ่งเขารู้ดีว่าการตัดสินใจเพื่อสิ่งที่ดีกว่าของเขานี้ทำร้ายคนรอบ
ข้างตลอดมา
ก็แล้วทำไมล่ะ?
มนุษย์แทบทุกคนล้วนอยากมีชีวิตที่ดีขึ้น หากชีวิตที่ดีของเขาต้องมีฐานเหยียบเป็นหัวของใครต่อใคร
ก็ช่างมันปะไร เขาไม่ได้ทำผิดกฏหมายไปฆ่าใครซะหน่อย
เหมือนคติคำสอนที่ถ่ายทอดกันมา
ตั้งแต่รุ่นทวดของโคตรทวดนั่นแหล่ะ แน่นอน-'ปลาใหญ่กินปลาเล็ก'
มันเป็นเรื่องของธรรมชาติ ความเป็นจริงที่เราต่างรู้และยอมรับ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง
คนไม่ใช่ปลา เราไม่ได้กินให้หายหิวเท่านั้น
เรากินให้หายอยากด้วย
สำหรับเขา สายสวาทเป็นปลาเล็กหรือ? ก็คงใช่เช่นนั้น ทว่าเขาไม่ได้มองเธอในแง่ของอาหาร
เพราะเธอคือปลาสาวสีสวยสด ว่ายวนกระเซ้ารอบตัวเขาอย่างเอาใจและว่าง่าย เป็นที่เติมความสุขสดใส ตื่นใจในแต่ละวัน
(โดยเฉพาะในแต่ละคืน)
นั่นคือหน้าที่ของสายสวาทปลาสวยสาวไร้สมอง
เพราะฉะนั้น เมื่อไหร่ที่ความสัมพันธ์ผิดแผก ปลาเล็กทำนอกเหนือบทบาท มันแว้งกัดหมายแทะเนื้อเถือหนัง เขาก็ย่อมหันกลับไปกัดกินทำร้ายได้ตามธรรมชาติ
โดยไม่รู้สึกผิดชอบแต่อย่างใด
'บอกแล้วแท้ๆ ให้ระวัง กินยาให้ตรง-ให้ครบอย่างที่ตกลงกัน แล้วเสือกท้องขึ้นมาได้ไง ซ้ำยังมีหน้ามาขอให้รับผิดชอบค่าเลี้ยงดูอีก แม่งตั้งใจท้อง ตั้งใจคลอดชัดๆ ไม่ยอมบอกจน 5เดือน 6เดือน
โถ่!เห็นกันทนโท่ คิดจะเล่นแง่กับกู ไม่มีทาง!'
ในตอนแรกที่เขาบอกเธอให้ไปเอาเด็กออกนั้น เธอยังดื้อดึงขัดขืนชัดเจน ด้วยไม่เชื่อว่าเขาจะบังคับเธออย่างนี้ เธอทั้งเสียใจและโกรธแค้น
ช่วงวูบแห่งความผิดหวังนั้นสมองเธอแล่นเลาะเลี้ยวหาหนทาง
ตอบโต้ต่อรองนานาวิธี ให้เขายอมทำในสิ่งที่เธอปารถนา แต่สุดท้ายก็ต้องพ่ายต่อความจริง
-เธอยอมเขาเอง
ตกลงกันแต่แรกแล้ว ว่าความสัมพันธ์จะหยุดอยู่เพียงเท่านี้ ไม่มีการสานต่อใดๆทั้งสิ้น
เธอเป็นคนเสี่ยงตัดสินใจมีเด็กแล้ววาดหวังเอาเอง ว่าอย่างน้อยจะได้เป็นครอบครัวที่สองของเขา
โอ!เธอทึกทักเอาจากลมจากแล้ง ความสมเพชตนเองเคลือบความรู้สึกผิดช่างมีรสขื่นขม
'เอาเถอะ ถ้าเรายอมทิ้งเด็กไปซะเดี๋ยวนี้ มันคงทันให้ทุกอย่างกลับมาเป็นเหมือนเดิมได้'
เธอยอมขึ้นรถให้เขาขับพาไปยังคลินิค
เพราะ'ความรัก'ประการเดียว
เธอไม่สามารถอยู่ได้ โดยปราศจากเขา
ช่างตรงกันข้ามอย่างทารุณ-
'จบแล้วกับอีนี่ เมื่อมันกล้าทำครั้งหนึ่งครั้งที่สองย่อมตามมา'
เขาไม่ต้องการแม้กระทั่งเห็นหน้าเธออีก
ในรถอบบรรยากาศเลวทรามคุกกรุ่นทั่วทุกอณูภายใน นั่นคือสถานที่ที่เธอได้มองหน้าเขาเป็นครั้งสุดท้าย
-เขากำลังยิ้ม
…………………………………………………………..
สองเดือนถัดมาในสายโทรศัพท์
"ช่วยไม่ได้นี่หว่า กูต้องติดต่อมึงด่วน เธอมดลูกแตกกลับมาที่คลินิค อันตรายถึงขนาด
ตายได้เลยนะโว้ย!!"
แพทย์ เพื่อนผู้ทำแท้งให้สายสวาทแก้ตัวในข้อหาที่ว่า-
"แล้วมึงต้องบอกเมียกูหมดเลยหรือไง!?"
"กูไม่ได้ตั้งใจ กูแค่โทรหามึงที่บ้านแล้วเธอเป็นรับ กูไม่ได้เล่าอะไรเลยนะ"
"ก็เหมือนกันล่ะวะ! หมอทำแท้งโทร.มาที่บ้าน มันจะเป็นเรื่องเหี้ยอะไรไปได้"
"อ้าว มึงโทษกูอย่างนี้ก็ไม่ถูก! กูไม่ได้เป็นคนเอาเธอจนท้องนะโว้ย -มึงทั้งนั้น!!
แล้วมาขอให้กูช่วย กูก็ช่วยเต็มที่ ใช่มั้ย!? "
"... วะ!! เออ ช่างแม่ง ต่อไปนี้มึงก็อย่าเสือกโทร.มาอีกละกัน แล้วฝากบอกอีนั่นด้วย ว่ากูไม่สนใจเหี้ยอะไรทั้งนั้น!!"
มนตรีกระแทกโทรศัพท์ลงฐานวาง
เข็มนาฬิกาชี้เวลาตี2 พรุ่งนี้ช่วงบ่ายเขาต้องไปทำธุระ
เรื่องเอกสารการหย่ากับภรรยา
……………………………………………………………………..
'หมดแล้ว... ชีวิตแม่งไม่มีใครแล้ว
เออ ดีเหมือนกัน จะได้แดกได้ดื่มให้เต็มที่'
มนตรีกระดกบรั่นดีค่อนแก้วเทพรวดลงลำคอ พลางนึกแปลกใจตัวเอง
เขาทะเลาะกับภรรยาเรื่องดื่มนอกบ้านจนดึกดื่นเป็นประจำ แต่พอได้อยู่ตัวคนเดียว กลับมานั่งเหงาจ่อมจมอยู่กับความวังเวงในบ้าน
บ้านซึ่งไม่มีใครเลยนอกจากเขากับความเงียบอันโหดร้าย
'ให้ตายห่า!!นี่กูเมาหรือเพี้ยนไปแล้ววะ?' มนตรีถามตัวเองในใจหลังจัดการสุราแก้วที่ 8
จนครบหยด คนประเภทเขาไม่น่าจะเกิดอาการอย่างนี้ ความเหงาเย็นเยียบราวน้ำแข็ง เกาะกุมหัวใจอันอ่อนแรง ชีพจรเพิ่มจังหวะครึกโครมเพราะฤทธิ์แอลกอฮอล์ เขาคิดถึงภรรยา ,สายสวาท และ...
พ่อกับแม่
สำหรับมนตรี พ่อแม่ได้จากโลกนี้ไปแล้วเป็นสิบปี ทั้งที่ในความเป็นจริงคนทั้งสองเพิ่งเสียได้ 3 ปีเท่านั้น
นั่นเป็นเพราะเขาออกจากบ้านมาเกือบ 20 ปีแล้ว ออกมาทำสิ่งที่ตัวเองอยากทำ เป็นในสิ่งที่อยากเป็น ตามใจตัวเอง ไม่ต้องมีใครมาคอยบังคับบงการให้รำคาญใจ และเขาไม่เคยกลับไปอีกเลยตั้งแต่นั้น
ได้ข่าวคราวมาบ้าง เรื่องที่พ่อแม่แยกกันอยู่หลังจากเขาหายไปได้ไม่เกินปี เรียกได้เต็มปากว่าบ้านแตก
ความรู้สึกสึกสูญเสีย ทำลายชีวิตของทั้งคู่แหลกลงในเวลาอันสั้น
หรือเขาคือสาเหตุ?
-แท้จริงคำตอบไม่มีค่าเลย เพราะยังไงเขาก็ต้องทำตามที่ใจปารถนา
คือเลือกทางเดินให้หนักแน่น แล้วมุ่งหน้าตรงไปอย่างไม่เหลียวหลัง ทำให้ชีวิตมีความสุขสมบูรณ์ที่สุด ซึ่งตอนนี้สำเร็จสมใจแล้ว
'แน่นอน!! ถ้าตั้งใจจะทำซะอย่าง กูก็ต้องทำได้'
มนตรีเผลอกระหยิ่มในห้วงนึกอย่างภูมิใจ แต่ไม่นานนัก ความเงียบก็ฉุดเขาลงมายังพื้นที่สีดำแห่งอดีต
ในตอนนี้เขาไม่มีใครร่วมยินดียินร้าย คิดถึงพ่อแม่ที่ยิ้มหน้าบานดีอกดีใจ เมื่อเขาเอาสมุดบันทึกผลการสอบ ซึ่งได้ที่1ของชั้นปีมาให้เซ็น
ความทรงจำวัยเด็กพรั่งพรูหลั่งไหลต่อเนื่อง เขาและแก้วเหล้าในมือสั่นเทิ้ม หวั่นไหวล่องลอยตามเรื่องราวที่ผ่านพ้น
ทันใดนั้นบางสิ่งพลันปรากฏขวางตรงหน้า หยุดกระแสหลากของความหลัง ชะงันนิ่งไร้หนทางเล็ดลอด
เขาเงยหน้าขึ้นมอง
มันคือประตูปิดตายบานเก่า ถูกพันธนาการแน่นหนาด้วยเหล็กตรวนสีแดงสนิมหม่น
แห่งความเหงาเศร้า
มนตรีกระแทกก้นแก้วเปล่าลงบนโต๊ะ
'อยากกลับบ้าน'
-บ้านที่เคยมีพ่อแม่
คิดขึ้นมาโดยตอบตัวเองไม่ได้ว่าสิ่งใดกระชากห้วงคำนึงกลับไป
ยังที่กำเนิดเก่า
-ความเหงา หรือประตูบานนั้น
...พรุ่งนี้เขาจะกลับไป
วันรุ่งขึ้น มนตรีเก็บข้าวของจำเป็นใช้ รีบออกไปทำเรื่องหย่ากับภรรยา
ช่างน่าเศร้า บ้านที่เคยอยู่กินกันมาร่วมสิบปี กลายเป็นเดิมพันในเกมการเชือดเฉือนทางกฏหมาย
'เฮ่อะ! บ้านมันก็อยู่ของมันเฉยๆ กูซะเองที่เสือกไปเปลี่ยนมัน จากที่อาศัยกินนอนอบอุ่น ตอนนี้กลายเป็นห่าเหวอะไรไปแล้ว'
เขาถ่มน้ำลายลงพื้น บิดกุญแจสตาร์ทรถ
จุดหมายปลายทางคือบ้าน
บ้านที่เขาเติบโตและทอดทิ้งมา หาใช่บ้านที่กลายเป็นเพียงรางวัลในการฟาดฟันระหว่าง
เขากับภรรยาไม่
ไม่ถึงชั่วโมง
เขาก้าวเท้าผ่านประตูรถลงเหยียบพื้นหน้ารั้วประตูบ้าน
บรยากาศเงียบสงบ ยังครึ้มคงดำรงอยู่ในทุกตารางนิ้วรอบตัวบ้าน
ไม่เปลี่ยนแปลง แม้เวลาล่วงมากว่าหลายสิบปี
เขาล้วงมือลงคลำในกระถางแจกันสกปรกหยากไย่ กระทั่งกุญแจบ้าน ยังถูกเก็บซ่อนไว้ ณที่เดิมของมัน
หรือทุกอย่างในเขตรั้วนี้รอคอยการกลับมาของเขาเสมอ
เขาไขกุญแจ
แล้วเลื่อนเปิดบานประตูฝืด เสียงดังครืน เป็นเหตุให้หญิงชราข้างบ้านโผล่หน้าเพื่อสังเกตุ
เธอร้องทักหลังจากแน่ใจว่าเป็นเขา
"เจ้ามนใช่มั้ยนั่น โอ ไม่ได้เจอตั้งนาน จำป้าได้มั้ย?"
"ได้สิครับป้าเนียน สบายดีมั้นครับป้า?"
"เอ้อ ก็สบายดีน่ะแหล่ะ
ไม่งั้นจะแรงปัดกวาดบ้านให้แกเหรอ"
มนตรีมองดูรอบๆ
'ถึงว่า ดูสะอาดกว่าปกติ สำหรับบ้านที่ร้าง
มากกว่าสองสามปี' เขาคิด
"ขอบคุณครับป้า ไม่น่าลำบากเลย ป้าเองก็แก่แล้ว งานแบบนี้มันหนักไปนะครับ"
"ไม่เป็นไร ฉันต้องทำ อยากรักษาสัญญาที่ให้กับพ่อแม่แกไว้ เขากำชับว่าให้ช่วยดูแลบ้านให้ด้วย
เผื่อแกกลับมา จะได้อยู่สบายๆหน่อย"
"...ขอบคุณครับ"
มนตรีมองลึกลงในดวงตาของหญิงชรา เขาตระหนักถึงแววฝ้าฟางแต่เปี่ยมด้วยเมตตาชัดเจน
พ่อกับแม่มองเขาด้วยสายตาแบบนี้หรือเปล่า …เขาจำไม่ได้
ความรู้สึกอย่างหนึ่งบังเกิดขึ้น มันเชี่ยวกรากล้นลึกท้นท่วมใจ เขารีบก้าวเข้าประตูบ้าน
"อ้าว! รีบไปไหนล่ะมน อยู่คุยกับป้าก่อนสิ"
"ขอตัวไปเก็บของก่อนครับ เดี๋ยวออกมา"
เขารีบปาดใต้ตาด้วยปลายแขนเสื้อ
ตอนนี้รู้แล้ว ว่าไม่ใช่เพียงบ้านหลังนี้เท่านั้นที่รอคอยการกลับมาของเขา
5โมงเย็นเมื่อพระอาทิตย์ผู้มอบแสงสว่างกำลังจะลาลับ มนตรีจำเป็นต้องหาความอบอุ่นจากที่อื่น
อย่างเช่น ในขวดทรงเหลี่ยมบรรจุของเหลวสีประกายอำพันนั่น
โซดา,น้ำแข็ง และอุปกรณ์เมาถูกจัดเตรียมไว้บนโต๊ะ เขานั่งลงและนิ่งงันอยู่นาน
ใจเหม่อลอยถึงความหลังที่เคยมีร่วมกับโต๊ะตัวนี้
ข้าวสวยร้อนๆ และกับข้าวฝีมือแม่วางเรียงราย รอเขาผู้กลับจากโรงเรียนอย่างหิวโซ
เขาจำได้รางเลือน ว่ามันซ้ำซากและไม่ค่อยถูกปากสักครั้ง แต่เพราะอะไรกัน เขาถึงร้องขอข้าวจานที่สองเสมอ กับข้าวอาจไม่แปลกใหม่หรูหราก็จริง ทว่าเป็นรสที่กินจนเคยปาก ซึ่งไม่มีอีกแล้ว
เบื้องหน้าเขาตอนนี้มีเพียงของเมาและกับแกล้มเพียงสองอย่าง คือหมูสะเต๊ะเย็นชืดจากท้ายตลาด และถั่วลิสงคั่วเกลือถุงละ5บาทจากร้านของชำ
เขาเหลียวไปยังเก้าอี้ไม้เอนที่ประจำของพ่อ
หลังกินข้าวเย็นพ่อจะนั่งเอกเขนก ชี้นิ้วสั่งให้เขาเก็บเช็ดโต๊ะ เอาจานไปล้าง โดยที่ตัวเองก็ไม่เคยช่วย
ตอนนั้นเขาสบถบ่นเบาๆขณะล้างจาน โดยไม่รู้ว่าแม่เดินมาหยุดข้างๆ
"นี่...พูดอย่างนี้ถ้าพ่อได้ยินจะโดนเอานะ"
"ก็เอาสิ! กลับมาก็เอาแต่นั่งๆนอนๆจะมีแรงไปทำอะไรได้!" เขาปะทุอารมณ์ดังขึ้น แต่โดยแน่ใจแล้วว่าพ่อคงไม่ได้ยิน
เมื่อแม่ไม่ตอบโต้เขาจึงเงยขึ้นเหลียวมอง
และรับรู้ได้ว่าเธอกำลังโกรธ
"พูดอย่างนี้ได้ไง ลูกก็รู้ว่าพ่อเค้าออกไปทำงานหาเลี้ยงพวกเรา
เหนื่อยมาทั้งวัน ถ้าพ่อรู้ว่าลูกคิดแบบนี้เค้าจะเสียใจแค่ไหน"
เขาพูดตอบด้วยน้ำเสียงเบาบางลง
"...แล้วไงเล่า?"
"ขอโทษสิ ขอโทษที่ลูกคิดไม่ดีกับพ่อ"
"แต่..."
เธอหันกลับ ตั้งท่าจะเดินแล้วแกล้งพูดขึ้นว่า
"กะจะมาช่วยล้าง แต่เปลี่ยนใจแล้ว" เธอก้าวขาออกจังหวะเดียวกับที่เด็กชายพูดออกมาเบาๆ
"ขอโทษครับ"
ผู้เป็นแม่หันเดินกลับมา คว้าจานที่ลงน้ำยาแล้วขึ้นล้างน้ำ เด็กชายรู้ว่าแม่มองเขาแล้วยิ้มให้
เขาแกล้งไม่สนใจ ก้มหน้างุดทำง่วนกับการล้างจาน
ราวกับกำลังทำธุรกิจร้อยล้านปานนั้น
…………………………………………………………….
"ถุย!น้ำเน่าฉิบ!"
เขาเขวี้ยงไม้หมูสะเต๊ะ กระดอนขอบถังขยะหล่นลงพื้น
"ห่า! ไหนบอกเชลล์ชวนชิม ชิมตีนกูสิ ไม้ละ 4 บาท หมูชิ้นเท่าจิ๋มมด แถมจืดชืดหยั่งกับเหี้ยอะไรดี!"
เขากรอกน้ำเมาราคาแพงระยับลงคอจนหมดแก้ว รสขื่นผ่านลำคอเร่าร้อน คงเป็นเพราะไอ้น้ำนี่มันเคลือบกลบลิ้นเขาหมดแล้ว ถึงจำรสมือแม่ไม่ได้เลย
อีกครั้งที่ภาพเบื้องหน้ามัวเครือด้วยม่านน้ำ
'กระทั่งหน้าแม่ของกูแท้ๆ กูยังจำไม่ได้!ห่าเหว!' เขาสบถในใจ มือเขย่าเทน้ำเหล้าลงแก้วอย่างไม่บันยะบันยัง อาการปวดหัวแทบระเบิด พาให้เท้าก้าวซัดเซไปยังกระเป๋า กระชากขวดยากล่อมประสาทผ่านช่องเปิดอย่างเร่งรีบ
บิดฝาออก แล้วเคาะมันลงบนฝ่ามือ
ยา4-5เม็ดหล่นลงตามแรงกระแทก
เขาอัดมันลงคอ แล้วซดเหล้ากลั้วหนักหน่วง
ความสมดุลในการเดินและสติ สัมปชัญญะลดบางลง เดินโซกลับมาที่โต๊ะเพื่อเติมเหล้า เต็มปริ่มจนหกเลอะเทอะ
ความรู้สึกภายในสับสน คำถามหนึ่งถูกส่งตรงจากก้อนเนื้อในกะโหลกอย่างไม่เกรงใจ
เจ้าของมัน
'นี่กูผิดหรือ? ตลอดระยะหลายปีที่ผ่านมา ครอบครัว ,ทุกคนที่เคยมีความสัมพันธ์ คุ้นหน้าสนิทสนมกันมา หนทางเปลี่ยวทุกย่ำก้าวสู่ความสำเร็จที่ล่วงพ้นมา ทิ้งรอยเท้าลึกร้าวไว้เบื้องหลัง ความตั้งใจแน่วแน่อันโดดเดี่ยวทรมานนี้ผิดหรือ? ชีวิตจึงลงโทษกูด้วยความเหงาอุบาทว์แสนเปลี่ยวเศร้าแท้
…ลมหายใจสุดท้ายของกูคงเป็นเช่นธุลีสกปรก
ที่หาความหมายไม่ได้
...แม่จ๋า'
เขาเดินไปยังพื้นที่หน้าูบ้าน
ทันใดที่มือเอื้อมกระชากเลื่อนบานประตู แสงสีส้มหม่นจากตะวันตกดินยามเย็นย่ำ
ล้ำลุกทำลายประตูแห่งความสงสัยและโซ่ตรวนแน่นหนานั้น
แหลกราญลงในพริบตา
……………………………………………………………
เด็กชายมนตรีนอนแผ่บนพื้นระเบียงนอกบ้าน หายใจหอบถี่ด้วยร่ำสะอื้นไห้ไม่ต่างกับคนใกล้ขาดใจ
ใช่... เย็นวันนั้นเขาตื่นขึ้นอย่างโดดเดี่ยวและหวาดกลัว
"พ่อกับแม่อยู่ไหน?" เขาเอ่ยถามเสียงสะอื้นน้ำตาคลอ แก้วเหล้าหลุดหล่นลงพื้น ดังสนั่นราวเสียงฟ้าฟาดในเย็นยามนั้น
เขาถามทั้งที่รู้ว่าแม่ออกไปจ่ายตลาด ส่วนพ่อก็ออกไปทำงานแต่เช้าเหมือนปกติทุกวัน
แต่ความเปล่าเปลี่ยวผวากลัว ที่ต้องตื่นอย่างเดียวดายในแสงสีส้มแปล่ง ของอาทิตย์อัสดงนั้นเกินจะทานทนไหว
เขาเดินอย่างไร้ศูนย์ถ่วง พาเท้าย่ำลงบนเศษแก้วคมเกลื่อนพื้น ความรู้สึกเสียวแปลบ แล่นจากฝ่าเท้าบาดเจ็บสู่สมอง สุราเปรอะพื้นทำให้ร่างลื่นเสียหลัก ล้มกลิ้งลงบนซากแตก
มันทิ่มแทงเขาอย่างไร้ปราณี น้ำจากเบ้าตาไหลอาบ ไร้เรี่ยวแรงดิ้นรนใดๆ
ความเหงาเจ็บปวดกระแทกระลอกซ้ำเติม
จนต้องขดตัวด้วยความหนาวเหน็บ ตอนนี้เขามีสภาพไม่ต่างจากทารก
ค้นพบว่าเวลาที่ผ่านมาช่างเป็นทางเดินแห่งเลขอายุอันล่อลวง สิ่งที่เปลี่ยนไป มีเพียงความโง่เง่าเขลางม ที่พอกเพิ่มขึ้น
จนไม่สามารถตอบตนเองได้สักนิดว่า
'กูเป็นใคร?'
ริ้วลายลิ่มเลือดไหลเลาะจากบาดแผล กระจายลงปนสลับระลอก กับน้ำเหล้าละเลงพื้น
ราวลายระย้าย้อย เยิ้มหยาดสะท้อนแสงยะยิบยามเย็น
ช่วงนั้นราวกับผู้คนละแวกบ้านล้วนหมกตัวในที่ลับตา พื้นถนนปูนว่างเปล่า ไร้ร่องรอยเท้าใครเดินทางผ่าน แสงสีส้มหม่นเรืองจากฟากฟ้าทิศตกเงียบเชียบ
เด็กชายถูกบีบคั้นเจ็บปวด
จากความวังเวงในตนซึ่งร่วมมือกับความเปลี่ยวเหงาภายนอก
ทารุณจิตใจบอบบาง
บัดนี้เขารับรู้ชัดแจ้งเต็มเปี่ยม
ความเหงาลำพังคือสิ่งใด พลางหูแว่วเสียงทารกน้อยจากที่ใดสักแห่ง
-ทำไมกันหนอ? มารดาผู้นั้นถึงไม่อุ้มเด็กเล็กออกเดินย่ำในแสงพลบค่ำ เพื่อขจัดความเหงาระหว่างกัน -ระหว่างมนุษย์ให้หมดไป
เสียงร้องมิเดียงสายังคงดังต่อเนื่อง และใกล้เข้ามาทุกที พลันความหนาวถูกแทนที่ด้วยไออุ่น
เสียงนั้นดังแว่วจากในบ้านนี่เอง
เขาเพ่งมองหลังบานลวดประตูเลื่อนไปยังภายในบ้าน
ทารกที่กำลังโยเยในอ้อมอกสายสวาทช่างหน้าเหมือนเขา
ราวแกะพิมพ์ เขาเผยยิ้มอย่างภาคภูมิใจ พร้อมส่งเสียงกระซิบไปยังเธอ
'นี่ ผมเป็นพ่อแล้วนะ ดูสิ เค้าคือลูกชายของผม'
เธอยิ้มตอบเขาอย่างอบอุ่น
พ่อนั่งเอนสบายอารมณ์บนเก่าอี้ตัวเก่า แม่ไล้มือลูบหัวหลานแผ่วเบา ประกายในดวงตาของทั้งสอง คือสายตาของผู้ให้กำเนิด ช่างอบอุ่นอย่างเดิมไม่เคยเปลี่ยนแปลง แม้จะถูกโบยตีด้วยแส้เวลาแห่งการรอคอย
'พ่อ แม่ ผมมีหลานให้อุ้มแล้วนะ ผู้ชายซะด้วย ดีมั้ยครับ?'
ทั้งสองพยักหน้ารับรู้
ด้วยรอยยิ้มเดียวกับเมื่อหลายสิบปีที่ผ่านมา
เขาถูกปลดปล่อยจากบาปในใจ หมดสิ้นซึ่งทุกคำถามของเย็นวันนั้น
เปลือกตาค่อยๆปิดลงอย่างอ่อนล้า
'ทุกคนอยู่ที่นี่แล้ว ไม่มีความจำเป็นเป็นต้องทนเหงาอีกต่อไป'
แสงตะวันบางเบา พ้นลับขอบฟ้า สะท้อนเงาฉาบฉายแอ่งสุราโลหิตเป็นประกาย
ก่อนเวลาโพล้เพล้จะดับสิ้นลงในรัตติกาลสีนิล
สายสวาทยังคงเหม่อลอย สายตาเธอทอดยาวไปในความมืดนอกกระจกรถ ราวกับมองหาความหวัง ที่ไม่น่าจะมีอยู่เลยในอากาศทึบอับควันท่อไอเสีย
"ถ้าเป็นในละครแม่งต้องมีฝนตกพรำๆ ส่วนถนนนี่ก็ต้องโล่ง เหมือนแม่งไม่มีใครแล้วในโลก-อย่างนั้น" มนตรีรำพึงรำพันในใจ ซึ่งตรงข้ามกับความเป็นจริง
ท้องถนนในกรุงเทพ เวลา4ทุ่มครึ่งยังคงเต็มไปด้วยรถยนต์ จอดติดกันเป็นแพแน่นขนัดไม่ยอมเขยื้อน อากาศก็ร้อนอบอ้าวสิ้นดี
อันที่จริงมนตรีวางแผนไว้ว่าจะเอารถเข้าอู่ไปซ่อมแอร็เย็นนี้ แต่บังเอิญเกิดเรื่องบ้าๆขึ้นกระทันหันเสียก่อน
-พูดว่าเกิดนานแล้ว แต่เขาเพิ่งรู้เย็นนี้จะเหมาะกว่า
สายสวาท แฟนสาวนอกสมรสที่แอบคบหากันกว่าปีเพิ่งบอกเขาว่าเธอท้อง
'ห่า!เมื่อไหร่กูจะได้ซ่อมแอร์ซะทีวะ!'เขาสบถในใจ
บางครั้งคนเราก็ชาชินกับสิ่งที่ตนคิดว่าปกติ
เรื่องเศร้าที่อุบัติขึ้นในขณะนี้
คือมนตรีขับรถพาสายสวาทสาวชู้รักไปทำแท้งเถื่อน
ณ คลินิคของเพื่อนเขา
บรรยากาศภายนอกควรจะดูหดหู่เศร้าสลด
หรือกระทั่งสมเพช -อะไรก็ได้ที่ไม่ใช่แบบนี้
ร้อนอ้าว และรถติด(เดาว่า)เพราะคนออกมาเที่ยวกลางคืน
บาทริมถนนคึกคักด้วยแสงสีครึกครื้น
ภายในรถคันที่จอดนิ่งอยู่ทางซ้าย ชายหนุ่มหญิงสาวคุยเล่นหยอกล้อกันหวานปานจะหยด ส่วนรถตู้คันทางขวาเดาว่าเป็นครอบครัวใหญ่
ประกอบด้วยพ่อ แม่ ลูกเล็กๆสองคน น้า ป้า ตายาย-หรืออะไรก็แล้วแต่
คงจะเดินทางไปเที่ยวต่างจังหวัดกัน
ช่างดูมีความสุขและอบอุ่นเสียเหลือเกิน
เป็นไปได้ไง!?
มนตรีรู้สึกว่ารถของเขาคือส่วนเกินบนถนนเส้นนี้ เหมือนอยู่คนละโลก อาจเพราะเพิ่งตระหนักได้ว่า โลกไม่ได้หยุดหมุน และกำลังจะแตกเป็นเสี่ยงๆเหมือนชีวิตเขา
คงจะจริงที่ว่าคนเราเป็นเพียงส่วนประกอบเล็กๆ
ของบางอย่างที่ยากเกินเอื้อมรู้ ผลกระทบที่เกิดจากเราต่อสิ่งรอบนอก
ไม่เคยมากมายสมอยากเท่าใดนัก
เขาพาลคิดถึงมิวสิควีดีโอที่ปรากฎภาพเมฆมืดคล้ำกระหน่ำห่าฝนลงเปียกปอนหญิงสาวรักสลาย ดูคล้ายเธอสามารถควบคุมหยดน้ำให้โปรยหนักเบา
ตามอารมณ์เธอได้ กระทั่งถนนหนทางยังร้างเงาคนอย่างประหลาด
มนตรีหัวเราะขึ้นเบาๆ แต่สามารถทะลุทำลายความนิ่งงันในคันรถ
'งั้นในความความเป็นจริง วันที่ไอ้โง่คนนึงเกิดอกหัก แม่งอาจเป็นวันที่ไอ้เง่าสักคนลุกขึ้นทำรัฐประหาร
ก่อสงครามกลางเมืองก็ได้ คงเป็นภาพที่พิลึกฉิบหาย
...ไม่สิ นั่นอาจดูเป็นธรรมชาติกว่า กูคงยึดติดมากเกินไป
ช่วยไม่ได้นี่หว่า
ทีวีของกูมันก็ฉายมิวสิควีดีโอไอ้ที่ว่านั่นเหมือนกันแหล่ะ
จริงมั้ย?'
เขาอมยิ้มกับความในใจ
สายสวาทหันมองรอยยิ้มนั้น เขารู้ตัวว่าเธอมอง แต่กลับทำเป็นไม่สนใจ
'เฮ่อะ!ทำไมล่ะ? ฉันควรเศร้าเพื่อเธอหรือไง ดูซะมั่ง ขนาดฟ้ามันยังไม่โปรยเม็ดฝนลงปลอบเธอแม้สักหยด ก็เพราะเธอเป็นคนเริ่มมันเอง อย่ามาเรียกร้องอะไรให้มันมากนักเลย'
รถจอดหน้าคลินิค แล้วบึ่งออกไปโดยที่ประตูด้านคนขับไม่กระดิกเปิดสักนิด
เขาปล่อย(ถีบ)เธอลงผจญบาปทรมาน พร้อมเช็คเงินสดจำนวนหนึ่งแสนบาทถ้วน โดยส่วนหนึ่งคือค่าจ้างปลิดชีวิตในท้องของเธอ ซึ่งมากเอาการเพราะอายุครรภ์เกือบ 6 เดือนแล้ว ราคาก็สูงตามเป็นปกติ
สำหรับอีกส่วนหนึ่ง ถือเป็นค่าความสัมพันธ์ในช่วงเวลาเกือบปี ซึ่งจะคุ้มค่าหรือไม่นั้น มีเพียงสายสวาทที่ตอบได้
'ไม่ยอมเปลี่ยนใหม่ ไม่เจอสิ่งที่ดีกว่า'
มนตรีเคารพและปฏิบัติตามคติประจำใจข้อนี้เคร่งครัด ซึ่งเขารู้ดีว่าการตัดสินใจเพื่อสิ่งที่ดีกว่าของเขานี้ทำร้ายคนรอบ
ข้างตลอดมา
ก็แล้วทำไมล่ะ?
มนุษย์แทบทุกคนล้วนอยากมีชีวิตที่ดีขึ้น หากชีวิตที่ดีของเขาต้องมีฐานเหยียบเป็นหัวของใครต่อใคร
ก็ช่างมันปะไร เขาไม่ได้ทำผิดกฏหมายไปฆ่าใครซะหน่อย
เหมือนคติคำสอนที่ถ่ายทอดกันมา
ตั้งแต่รุ่นทวดของโคตรทวดนั่นแหล่ะ แน่นอน-'ปลาใหญ่กินปลาเล็ก'
มันเป็นเรื่องของธรรมชาติ ความเป็นจริงที่เราต่างรู้และยอมรับ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง
คนไม่ใช่ปลา เราไม่ได้กินให้หายหิวเท่านั้น
เรากินให้หายอยากด้วย
สำหรับเขา สายสวาทเป็นปลาเล็กหรือ? ก็คงใช่เช่นนั้น ทว่าเขาไม่ได้มองเธอในแง่ของอาหาร
เพราะเธอคือปลาสาวสีสวยสด ว่ายวนกระเซ้ารอบตัวเขาอย่างเอาใจและว่าง่าย เป็นที่เติมความสุขสดใส ตื่นใจในแต่ละวัน
(โดยเฉพาะในแต่ละคืน)
นั่นคือหน้าที่ของสายสวาทปลาสวยสาวไร้สมอง
เพราะฉะนั้น เมื่อไหร่ที่ความสัมพันธ์ผิดแผก ปลาเล็กทำนอกเหนือบทบาท มันแว้งกัดหมายแทะเนื้อเถือหนัง เขาก็ย่อมหันกลับไปกัดกินทำร้ายได้ตามธรรมชาติ
โดยไม่รู้สึกผิดชอบแต่อย่างใด
'บอกแล้วแท้ๆ ให้ระวัง กินยาให้ตรง-ให้ครบอย่างที่ตกลงกัน แล้วเสือกท้องขึ้นมาได้ไง ซ้ำยังมีหน้ามาขอให้รับผิดชอบค่าเลี้ยงดูอีก แม่งตั้งใจท้อง ตั้งใจคลอดชัดๆ ไม่ยอมบอกจน 5เดือน 6เดือน
โถ่!เห็นกันทนโท่ คิดจะเล่นแง่กับกู ไม่มีทาง!'
ในตอนแรกที่เขาบอกเธอให้ไปเอาเด็กออกนั้น เธอยังดื้อดึงขัดขืนชัดเจน ด้วยไม่เชื่อว่าเขาจะบังคับเธออย่างนี้ เธอทั้งเสียใจและโกรธแค้น
ช่วงวูบแห่งความผิดหวังนั้นสมองเธอแล่นเลาะเลี้ยวหาหนทาง
ตอบโต้ต่อรองนานาวิธี ให้เขายอมทำในสิ่งที่เธอปารถนา แต่สุดท้ายก็ต้องพ่ายต่อความจริง
-เธอยอมเขาเอง
ตกลงกันแต่แรกแล้ว ว่าความสัมพันธ์จะหยุดอยู่เพียงเท่านี้ ไม่มีการสานต่อใดๆทั้งสิ้น
เธอเป็นคนเสี่ยงตัดสินใจมีเด็กแล้ววาดหวังเอาเอง ว่าอย่างน้อยจะได้เป็นครอบครัวที่สองของเขา
โอ!เธอทึกทักเอาจากลมจากแล้ง ความสมเพชตนเองเคลือบความรู้สึกผิดช่างมีรสขื่นขม
'เอาเถอะ ถ้าเรายอมทิ้งเด็กไปซะเดี๋ยวนี้ มันคงทันให้ทุกอย่างกลับมาเป็นเหมือนเดิมได้'
เธอยอมขึ้นรถให้เขาขับพาไปยังคลินิค
เพราะ'ความรัก'ประการเดียว
เธอไม่สามารถอยู่ได้ โดยปราศจากเขา
ช่างตรงกันข้ามอย่างทารุณ-
'จบแล้วกับอีนี่ เมื่อมันกล้าทำครั้งหนึ่งครั้งที่สองย่อมตามมา'
เขาไม่ต้องการแม้กระทั่งเห็นหน้าเธออีก
ในรถอบบรรยากาศเลวทรามคุกกรุ่นทั่วทุกอณูภายใน นั่นคือสถานที่ที่เธอได้มองหน้าเขาเป็นครั้งสุดท้าย
-เขากำลังยิ้ม
…………………………………………………………..
สองเดือนถัดมาในสายโทรศัพท์
"ช่วยไม่ได้นี่หว่า กูต้องติดต่อมึงด่วน เธอมดลูกแตกกลับมาที่คลินิค อันตรายถึงขนาด
ตายได้เลยนะโว้ย!!"
แพทย์ เพื่อนผู้ทำแท้งให้สายสวาทแก้ตัวในข้อหาที่ว่า-
"แล้วมึงต้องบอกเมียกูหมดเลยหรือไง!?"
"กูไม่ได้ตั้งใจ กูแค่โทรหามึงที่บ้านแล้วเธอเป็นรับ กูไม่ได้เล่าอะไรเลยนะ"
"ก็เหมือนกันล่ะวะ! หมอทำแท้งโทร.มาที่บ้าน มันจะเป็นเรื่องเหี้ยอะไรไปได้"
"อ้าว มึงโทษกูอย่างนี้ก็ไม่ถูก! กูไม่ได้เป็นคนเอาเธอจนท้องนะโว้ย -มึงทั้งนั้น!!
แล้วมาขอให้กูช่วย กูก็ช่วยเต็มที่ ใช่มั้ย!? "
"... วะ!! เออ ช่างแม่ง ต่อไปนี้มึงก็อย่าเสือกโทร.มาอีกละกัน แล้วฝากบอกอีนั่นด้วย ว่ากูไม่สนใจเหี้ยอะไรทั้งนั้น!!"
มนตรีกระแทกโทรศัพท์ลงฐานวาง
เข็มนาฬิกาชี้เวลาตี2 พรุ่งนี้ช่วงบ่ายเขาต้องไปทำธุระ
เรื่องเอกสารการหย่ากับภรรยา
……………………………………………………………………..
'หมดแล้ว... ชีวิตแม่งไม่มีใครแล้ว
เออ ดีเหมือนกัน จะได้แดกได้ดื่มให้เต็มที่'
มนตรีกระดกบรั่นดีค่อนแก้วเทพรวดลงลำคอ พลางนึกแปลกใจตัวเอง
เขาทะเลาะกับภรรยาเรื่องดื่มนอกบ้านจนดึกดื่นเป็นประจำ แต่พอได้อยู่ตัวคนเดียว กลับมานั่งเหงาจ่อมจมอยู่กับความวังเวงในบ้าน
บ้านซึ่งไม่มีใครเลยนอกจากเขากับความเงียบอันโหดร้าย
'ให้ตายห่า!!นี่กูเมาหรือเพี้ยนไปแล้ววะ?' มนตรีถามตัวเองในใจหลังจัดการสุราแก้วที่ 8
จนครบหยด คนประเภทเขาไม่น่าจะเกิดอาการอย่างนี้ ความเหงาเย็นเยียบราวน้ำแข็ง เกาะกุมหัวใจอันอ่อนแรง ชีพจรเพิ่มจังหวะครึกโครมเพราะฤทธิ์แอลกอฮอล์ เขาคิดถึงภรรยา ,สายสวาท และ...
พ่อกับแม่
สำหรับมนตรี พ่อแม่ได้จากโลกนี้ไปแล้วเป็นสิบปี ทั้งที่ในความเป็นจริงคนทั้งสองเพิ่งเสียได้ 3 ปีเท่านั้น
นั่นเป็นเพราะเขาออกจากบ้านมาเกือบ 20 ปีแล้ว ออกมาทำสิ่งที่ตัวเองอยากทำ เป็นในสิ่งที่อยากเป็น ตามใจตัวเอง ไม่ต้องมีใครมาคอยบังคับบงการให้รำคาญใจ และเขาไม่เคยกลับไปอีกเลยตั้งแต่นั้น
ได้ข่าวคราวมาบ้าง เรื่องที่พ่อแม่แยกกันอยู่หลังจากเขาหายไปได้ไม่เกินปี เรียกได้เต็มปากว่าบ้านแตก
ความรู้สึกสึกสูญเสีย ทำลายชีวิตของทั้งคู่แหลกลงในเวลาอันสั้น
หรือเขาคือสาเหตุ?
-แท้จริงคำตอบไม่มีค่าเลย เพราะยังไงเขาก็ต้องทำตามที่ใจปารถนา
คือเลือกทางเดินให้หนักแน่น แล้วมุ่งหน้าตรงไปอย่างไม่เหลียวหลัง ทำให้ชีวิตมีความสุขสมบูรณ์ที่สุด ซึ่งตอนนี้สำเร็จสมใจแล้ว
'แน่นอน!! ถ้าตั้งใจจะทำซะอย่าง กูก็ต้องทำได้'
มนตรีเผลอกระหยิ่มในห้วงนึกอย่างภูมิใจ แต่ไม่นานนัก ความเงียบก็ฉุดเขาลงมายังพื้นที่สีดำแห่งอดีต
ในตอนนี้เขาไม่มีใครร่วมยินดียินร้าย คิดถึงพ่อแม่ที่ยิ้มหน้าบานดีอกดีใจ เมื่อเขาเอาสมุดบันทึกผลการสอบ ซึ่งได้ที่1ของชั้นปีมาให้เซ็น
ความทรงจำวัยเด็กพรั่งพรูหลั่งไหลต่อเนื่อง เขาและแก้วเหล้าในมือสั่นเทิ้ม หวั่นไหวล่องลอยตามเรื่องราวที่ผ่านพ้น
ทันใดนั้นบางสิ่งพลันปรากฏขวางตรงหน้า หยุดกระแสหลากของความหลัง ชะงันนิ่งไร้หนทางเล็ดลอด
เขาเงยหน้าขึ้นมอง
มันคือประตูปิดตายบานเก่า ถูกพันธนาการแน่นหนาด้วยเหล็กตรวนสีแดงสนิมหม่น
แห่งความเหงาเศร้า
มนตรีกระแทกก้นแก้วเปล่าลงบนโต๊ะ
'อยากกลับบ้าน'
-บ้านที่เคยมีพ่อแม่
คิดขึ้นมาโดยตอบตัวเองไม่ได้ว่าสิ่งใดกระชากห้วงคำนึงกลับไป
ยังที่กำเนิดเก่า
-ความเหงา หรือประตูบานนั้น
...พรุ่งนี้เขาจะกลับไป
วันรุ่งขึ้น มนตรีเก็บข้าวของจำเป็นใช้ รีบออกไปทำเรื่องหย่ากับภรรยา
ช่างน่าเศร้า บ้านที่เคยอยู่กินกันมาร่วมสิบปี กลายเป็นเดิมพันในเกมการเชือดเฉือนทางกฏหมาย
'เฮ่อะ! บ้านมันก็อยู่ของมันเฉยๆ กูซะเองที่เสือกไปเปลี่ยนมัน จากที่อาศัยกินนอนอบอุ่น ตอนนี้กลายเป็นห่าเหวอะไรไปแล้ว'
เขาถ่มน้ำลายลงพื้น บิดกุญแจสตาร์ทรถ
จุดหมายปลายทางคือบ้าน
บ้านที่เขาเติบโตและทอดทิ้งมา หาใช่บ้านที่กลายเป็นเพียงรางวัลในการฟาดฟันระหว่าง
เขากับภรรยาไม่
ไม่ถึงชั่วโมง
เขาก้าวเท้าผ่านประตูรถลงเหยียบพื้นหน้ารั้วประตูบ้าน
บรยากาศเงียบสงบ ยังครึ้มคงดำรงอยู่ในทุกตารางนิ้วรอบตัวบ้าน
ไม่เปลี่ยนแปลง แม้เวลาล่วงมากว่าหลายสิบปี
เขาล้วงมือลงคลำในกระถางแจกันสกปรกหยากไย่ กระทั่งกุญแจบ้าน ยังถูกเก็บซ่อนไว้ ณที่เดิมของมัน
หรือทุกอย่างในเขตรั้วนี้รอคอยการกลับมาของเขาเสมอ
เขาไขกุญแจ
แล้วเลื่อนเปิดบานประตูฝืด เสียงดังครืน เป็นเหตุให้หญิงชราข้างบ้านโผล่หน้าเพื่อสังเกตุ
เธอร้องทักหลังจากแน่ใจว่าเป็นเขา
"เจ้ามนใช่มั้ยนั่น โอ ไม่ได้เจอตั้งนาน จำป้าได้มั้ย?"
"ได้สิครับป้าเนียน สบายดีมั้นครับป้า?"
"เอ้อ ก็สบายดีน่ะแหล่ะ
ไม่งั้นจะแรงปัดกวาดบ้านให้แกเหรอ"
มนตรีมองดูรอบๆ
'ถึงว่า ดูสะอาดกว่าปกติ สำหรับบ้านที่ร้าง
มากกว่าสองสามปี' เขาคิด
"ขอบคุณครับป้า ไม่น่าลำบากเลย ป้าเองก็แก่แล้ว งานแบบนี้มันหนักไปนะครับ"
"ไม่เป็นไร ฉันต้องทำ อยากรักษาสัญญาที่ให้กับพ่อแม่แกไว้ เขากำชับว่าให้ช่วยดูแลบ้านให้ด้วย
เผื่อแกกลับมา จะได้อยู่สบายๆหน่อย"
"...ขอบคุณครับ"
มนตรีมองลึกลงในดวงตาของหญิงชรา เขาตระหนักถึงแววฝ้าฟางแต่เปี่ยมด้วยเมตตาชัดเจน
พ่อกับแม่มองเขาด้วยสายตาแบบนี้หรือเปล่า …เขาจำไม่ได้
ความรู้สึกอย่างหนึ่งบังเกิดขึ้น มันเชี่ยวกรากล้นลึกท้นท่วมใจ เขารีบก้าวเข้าประตูบ้าน
"อ้าว! รีบไปไหนล่ะมน อยู่คุยกับป้าก่อนสิ"
"ขอตัวไปเก็บของก่อนครับ เดี๋ยวออกมา"
เขารีบปาดใต้ตาด้วยปลายแขนเสื้อ
ตอนนี้รู้แล้ว ว่าไม่ใช่เพียงบ้านหลังนี้เท่านั้นที่รอคอยการกลับมาของเขา
5โมงเย็นเมื่อพระอาทิตย์ผู้มอบแสงสว่างกำลังจะลาลับ มนตรีจำเป็นต้องหาความอบอุ่นจากที่อื่น
อย่างเช่น ในขวดทรงเหลี่ยมบรรจุของเหลวสีประกายอำพันนั่น
โซดา,น้ำแข็ง และอุปกรณ์เมาถูกจัดเตรียมไว้บนโต๊ะ เขานั่งลงและนิ่งงันอยู่นาน
ใจเหม่อลอยถึงความหลังที่เคยมีร่วมกับโต๊ะตัวนี้
ข้าวสวยร้อนๆ และกับข้าวฝีมือแม่วางเรียงราย รอเขาผู้กลับจากโรงเรียนอย่างหิวโซ
เขาจำได้รางเลือน ว่ามันซ้ำซากและไม่ค่อยถูกปากสักครั้ง แต่เพราะอะไรกัน เขาถึงร้องขอข้าวจานที่สองเสมอ กับข้าวอาจไม่แปลกใหม่หรูหราก็จริง ทว่าเป็นรสที่กินจนเคยปาก ซึ่งไม่มีอีกแล้ว
เบื้องหน้าเขาตอนนี้มีเพียงของเมาและกับแกล้มเพียงสองอย่าง คือหมูสะเต๊ะเย็นชืดจากท้ายตลาด และถั่วลิสงคั่วเกลือถุงละ5บาทจากร้านของชำ
เขาเหลียวไปยังเก้าอี้ไม้เอนที่ประจำของพ่อ
หลังกินข้าวเย็นพ่อจะนั่งเอกเขนก ชี้นิ้วสั่งให้เขาเก็บเช็ดโต๊ะ เอาจานไปล้าง โดยที่ตัวเองก็ไม่เคยช่วย
ตอนนั้นเขาสบถบ่นเบาๆขณะล้างจาน โดยไม่รู้ว่าแม่เดินมาหยุดข้างๆ
"นี่...พูดอย่างนี้ถ้าพ่อได้ยินจะโดนเอานะ"
"ก็เอาสิ! กลับมาก็เอาแต่นั่งๆนอนๆจะมีแรงไปทำอะไรได้!" เขาปะทุอารมณ์ดังขึ้น แต่โดยแน่ใจแล้วว่าพ่อคงไม่ได้ยิน
เมื่อแม่ไม่ตอบโต้เขาจึงเงยขึ้นเหลียวมอง
และรับรู้ได้ว่าเธอกำลังโกรธ
"พูดอย่างนี้ได้ไง ลูกก็รู้ว่าพ่อเค้าออกไปทำงานหาเลี้ยงพวกเรา
เหนื่อยมาทั้งวัน ถ้าพ่อรู้ว่าลูกคิดแบบนี้เค้าจะเสียใจแค่ไหน"
เขาพูดตอบด้วยน้ำเสียงเบาบางลง
"...แล้วไงเล่า?"
"ขอโทษสิ ขอโทษที่ลูกคิดไม่ดีกับพ่อ"
"แต่..."
เธอหันกลับ ตั้งท่าจะเดินแล้วแกล้งพูดขึ้นว่า
"กะจะมาช่วยล้าง แต่เปลี่ยนใจแล้ว" เธอก้าวขาออกจังหวะเดียวกับที่เด็กชายพูดออกมาเบาๆ
"ขอโทษครับ"
ผู้เป็นแม่หันเดินกลับมา คว้าจานที่ลงน้ำยาแล้วขึ้นล้างน้ำ เด็กชายรู้ว่าแม่มองเขาแล้วยิ้มให้
เขาแกล้งไม่สนใจ ก้มหน้างุดทำง่วนกับการล้างจาน
ราวกับกำลังทำธุรกิจร้อยล้านปานนั้น
…………………………………………………………….
"ถุย!น้ำเน่าฉิบ!"
เขาเขวี้ยงไม้หมูสะเต๊ะ กระดอนขอบถังขยะหล่นลงพื้น
"ห่า! ไหนบอกเชลล์ชวนชิม ชิมตีนกูสิ ไม้ละ 4 บาท หมูชิ้นเท่าจิ๋มมด แถมจืดชืดหยั่งกับเหี้ยอะไรดี!"
เขากรอกน้ำเมาราคาแพงระยับลงคอจนหมดแก้ว รสขื่นผ่านลำคอเร่าร้อน คงเป็นเพราะไอ้น้ำนี่มันเคลือบกลบลิ้นเขาหมดแล้ว ถึงจำรสมือแม่ไม่ได้เลย
อีกครั้งที่ภาพเบื้องหน้ามัวเครือด้วยม่านน้ำ
'กระทั่งหน้าแม่ของกูแท้ๆ กูยังจำไม่ได้!ห่าเหว!' เขาสบถในใจ มือเขย่าเทน้ำเหล้าลงแก้วอย่างไม่บันยะบันยัง อาการปวดหัวแทบระเบิด พาให้เท้าก้าวซัดเซไปยังกระเป๋า กระชากขวดยากล่อมประสาทผ่านช่องเปิดอย่างเร่งรีบ
บิดฝาออก แล้วเคาะมันลงบนฝ่ามือ
ยา4-5เม็ดหล่นลงตามแรงกระแทก
เขาอัดมันลงคอ แล้วซดเหล้ากลั้วหนักหน่วง
ความสมดุลในการเดินและสติ สัมปชัญญะลดบางลง เดินโซกลับมาที่โต๊ะเพื่อเติมเหล้า เต็มปริ่มจนหกเลอะเทอะ
ความรู้สึกภายในสับสน คำถามหนึ่งถูกส่งตรงจากก้อนเนื้อในกะโหลกอย่างไม่เกรงใจ
เจ้าของมัน
'นี่กูผิดหรือ? ตลอดระยะหลายปีที่ผ่านมา ครอบครัว ,ทุกคนที่เคยมีความสัมพันธ์ คุ้นหน้าสนิทสนมกันมา หนทางเปลี่ยวทุกย่ำก้าวสู่ความสำเร็จที่ล่วงพ้นมา ทิ้งรอยเท้าลึกร้าวไว้เบื้องหลัง ความตั้งใจแน่วแน่อันโดดเดี่ยวทรมานนี้ผิดหรือ? ชีวิตจึงลงโทษกูด้วยความเหงาอุบาทว์แสนเปลี่ยวเศร้าแท้
…ลมหายใจสุดท้ายของกูคงเป็นเช่นธุลีสกปรก
ที่หาความหมายไม่ได้
...แม่จ๋า'
เขาเดินไปยังพื้นที่หน้าูบ้าน
ทันใดที่มือเอื้อมกระชากเลื่อนบานประตู แสงสีส้มหม่นจากตะวันตกดินยามเย็นย่ำ
ล้ำลุกทำลายประตูแห่งความสงสัยและโซ่ตรวนแน่นหนานั้น
แหลกราญลงในพริบตา
……………………………………………………………
เด็กชายมนตรีนอนแผ่บนพื้นระเบียงนอกบ้าน หายใจหอบถี่ด้วยร่ำสะอื้นไห้ไม่ต่างกับคนใกล้ขาดใจ
ใช่... เย็นวันนั้นเขาตื่นขึ้นอย่างโดดเดี่ยวและหวาดกลัว
"พ่อกับแม่อยู่ไหน?" เขาเอ่ยถามเสียงสะอื้นน้ำตาคลอ แก้วเหล้าหลุดหล่นลงพื้น ดังสนั่นราวเสียงฟ้าฟาดในเย็นยามนั้น
เขาถามทั้งที่รู้ว่าแม่ออกไปจ่ายตลาด ส่วนพ่อก็ออกไปทำงานแต่เช้าเหมือนปกติทุกวัน
แต่ความเปล่าเปลี่ยวผวากลัว ที่ต้องตื่นอย่างเดียวดายในแสงสีส้มแปล่ง ของอาทิตย์อัสดงนั้นเกินจะทานทนไหว
เขาเดินอย่างไร้ศูนย์ถ่วง พาเท้าย่ำลงบนเศษแก้วคมเกลื่อนพื้น ความรู้สึกเสียวแปลบ แล่นจากฝ่าเท้าบาดเจ็บสู่สมอง สุราเปรอะพื้นทำให้ร่างลื่นเสียหลัก ล้มกลิ้งลงบนซากแตก
มันทิ่มแทงเขาอย่างไร้ปราณี น้ำจากเบ้าตาไหลอาบ ไร้เรี่ยวแรงดิ้นรนใดๆ
ความเหงาเจ็บปวดกระแทกระลอกซ้ำเติม
จนต้องขดตัวด้วยความหนาวเหน็บ ตอนนี้เขามีสภาพไม่ต่างจากทารก
ค้นพบว่าเวลาที่ผ่านมาช่างเป็นทางเดินแห่งเลขอายุอันล่อลวง สิ่งที่เปลี่ยนไป มีเพียงความโง่เง่าเขลางม ที่พอกเพิ่มขึ้น
จนไม่สามารถตอบตนเองได้สักนิดว่า
'กูเป็นใคร?'
ริ้วลายลิ่มเลือดไหลเลาะจากบาดแผล กระจายลงปนสลับระลอก กับน้ำเหล้าละเลงพื้น
ราวลายระย้าย้อย เยิ้มหยาดสะท้อนแสงยะยิบยามเย็น
ช่วงนั้นราวกับผู้คนละแวกบ้านล้วนหมกตัวในที่ลับตา พื้นถนนปูนว่างเปล่า ไร้ร่องรอยเท้าใครเดินทางผ่าน แสงสีส้มหม่นเรืองจากฟากฟ้าทิศตกเงียบเชียบ
เด็กชายถูกบีบคั้นเจ็บปวด
จากความวังเวงในตนซึ่งร่วมมือกับความเปลี่ยวเหงาภายนอก
ทารุณจิตใจบอบบาง
บัดนี้เขารับรู้ชัดแจ้งเต็มเปี่ยม
ความเหงาลำพังคือสิ่งใด พลางหูแว่วเสียงทารกน้อยจากที่ใดสักแห่ง
-ทำไมกันหนอ? มารดาผู้นั้นถึงไม่อุ้มเด็กเล็กออกเดินย่ำในแสงพลบค่ำ เพื่อขจัดความเหงาระหว่างกัน -ระหว่างมนุษย์ให้หมดไป
เสียงร้องมิเดียงสายังคงดังต่อเนื่อง และใกล้เข้ามาทุกที พลันความหนาวถูกแทนที่ด้วยไออุ่น
เสียงนั้นดังแว่วจากในบ้านนี่เอง
เขาเพ่งมองหลังบานลวดประตูเลื่อนไปยังภายในบ้าน
ทารกที่กำลังโยเยในอ้อมอกสายสวาทช่างหน้าเหมือนเขา
ราวแกะพิมพ์ เขาเผยยิ้มอย่างภาคภูมิใจ พร้อมส่งเสียงกระซิบไปยังเธอ
'นี่ ผมเป็นพ่อแล้วนะ ดูสิ เค้าคือลูกชายของผม'
เธอยิ้มตอบเขาอย่างอบอุ่น
พ่อนั่งเอนสบายอารมณ์บนเก่าอี้ตัวเก่า แม่ไล้มือลูบหัวหลานแผ่วเบา ประกายในดวงตาของทั้งสอง คือสายตาของผู้ให้กำเนิด ช่างอบอุ่นอย่างเดิมไม่เคยเปลี่ยนแปลง แม้จะถูกโบยตีด้วยแส้เวลาแห่งการรอคอย
'พ่อ แม่ ผมมีหลานให้อุ้มแล้วนะ ผู้ชายซะด้วย ดีมั้ยครับ?'
ทั้งสองพยักหน้ารับรู้
ด้วยรอยยิ้มเดียวกับเมื่อหลายสิบปีที่ผ่านมา
เขาถูกปลดปล่อยจากบาปในใจ หมดสิ้นซึ่งทุกคำถามของเย็นวันนั้น
เปลือกตาค่อยๆปิดลงอย่างอ่อนล้า
'ทุกคนอยู่ที่นี่แล้ว ไม่มีความจำเป็นเป็นต้องทนเหงาอีกต่อไป'
แสงตะวันบางเบา พ้นลับขอบฟ้า สะท้อนเงาฉาบฉายแอ่งสุราโลหิตเป็นประกาย
ก่อนเวลาโพล้เพล้จะดับสิ้นลงในรัตติกาลสีนิล