เหมือน 06-02-05
ห้องขัง306คุกกักตัวนักโทษ
เขตเมืองหลวงรหัสพื้นที่071
7 มีนาคม 2675
ถึง คนรุ่นหลังที่รัก
คำแรกที่ผมอยากเขียนถึงพวกคุณคือ“ช่วยด้วย”แต่ช่างมันเถอะ เพราะกว่าคุณจะเกิด ผมคงพ้นทุกข์ไปนานแล้ว ก็ขอให้คุณพยายาม
นึกถึงผมตอนมีชีวิตอยู่แล้วกัน จะได้เห็นภาพ และเราอาจเกิดความ
สัมพันธ์กันไม่ทางใดก็ทางหนึ่ง ส่วนเรื่องที่บอกว่าอยากให้ช่วยนั่นผมก็
พอจะรู้ว่าคุณคงช่วยไม่ได้ ไม่ใช่เพราะเราอยู่ในช่วงเวลาที่ต่างกัน แม้คุณมายืนอยู่ที่นี่ตอนนี้ คุณก็คงทำอะไรไม่ได้อยู่ดี นอกจากจะเป็น
อีกส่วนหนึ่งของปัญหาที่มีมากพออยู่แล้ว
ซึ่งมันไม่ได้ช่วยให้อะไรดีขึ้นเลย
ปัญหา - ใครตัดสินว่ามันคือปัญหา ยอมรับก็ได้ว่าเป็นผมเอง ก็ไม่รู้หรอกนะ ผมมันเป็นมนุษย์เจ้าปัญหารึเปล่า กระทั่งคำครหาจาก
คนรอบตัว ว่าผมเป็นคนมองโลกในแง่ร้ายอย่างบัดซบที่สุด
ทุกอย่างมันเป็นความจริงและเรื่องเหลวไหลได้ทั้งหมด
ขึ้นอยู่กับใครคิดอย่างไรเท่านั้นเอง
แต่ข้อสรุปมันไม่เคยแน่นอน ทุกสิ่งคือภาพลวง มันเบาบางราวกับ
ลมหายใจของผมและคุณ แต่มันก็สำคัญที่สุดด้วยหน้าที่การค้ำยัน
ซึ่งปรากฎของชีวิต
ในเวลานึงเมื่อมันมาถึง เราคงยุติการถกอภิปรายว่าใครผิดใครถูก
และทำสิ่งที่ต้องทำ เพื่อให้บางสิ่งที่ช่างเบาบางนั้นดำรงอยู่ และเมื่อวันนั้นมาถึง ผมก็คงไม่รู้อีกต่อไป ว่าผมจะมีลมหายใจต่อไปเพื่อสิ่งใด
…แล้ววันนั้น ก็คือวันนี้
ผมไม่รู้ว่ากี่ปีหลังจากนี้จดหมายของผมจะถูกเปิดอ่าน กระทั่งไม่รู้ว่ายังจะมี “มนุษย์”อาศัยอยู่บนโลกนี้อีกหรือไม่
จากที่ผมพูด อาจทำให้คุณเข้าใจผิด
ว่ายุคนี้กำลังมีสงครามล้างเผ่าพันธุ์กันอยู่หรืออย่างไร
ขอตอบว่าไม่ใช่
มันน่าหวาดหวั่นกว่านั้นหลายเท่า
ผู้มีอำนาจทางการทหารในอดีตหลายท่านกล่าวไว้ว่า “ความสงบน่ากลัวกว่าสงคราม”
ในความเห็นของผมแล้วมันไม่จริง
จากที่ผมได้อ่านหนังสือและบทความเกี่ยวกับประวัติศาสตร์
และการปกครองจบมาหลายเล่ม ทำให้พอรู้ว่ายุคนี้เป็นยุคของความสงบ และเเป็นมาถึงปีที่ 74 นับจากสงครามโลกครั้งที่ 3 ยุติลง
ก็ไม่เห็นว่าความสงบมันจะน่ากลัวตรงไหน ผมจะบอกให้ว่าอะไรน่ากลัวที่สุดสำหรับผม
“ความเหมือ”ไงล่ะ
ตอนนี้ ในยุคของผม “สื่อ” เป็นสิ่งที่สำคัญยิ่งยวด มีอิทธิพลต่อมนุษย์มากที่สุดอย่างหนึ่ง และมันก็ไม่เคย
สำคัญตัวเองลดลง มีแต่จะเพิ่มขึ้นไปเรื่อยๆจนถึงจุดที่น่าวิตก และถ้ายังมีแนวโน้มในลักษณะนี้ต่อไปอย่างที่ผมคิด
ในอนาคต สื่อจะกลายเป็นสิ่งที่มีอำนาจกว่าทุกสิ่ง ไม่ว่าสถาบันหรือโครงสร้างทางสังคมใดๆก็ตาม จะตกอยู่ภายใต้การชักนำของสื่อทั้งสิ้น
และไม่นานทุกอย่างจะอยู่ในกำมือของผู้มีอำนาจ
ทางการเผยแพร่นี้ราวกับการสะกดจิต
แต่ผมอยากบอกคุณว่าไม่ใช่ตอนนี้แน่ๆ เพราะผมยังอยู่ อยู่เพื่อที่จะเขียนจดหมายฉบับนี้ถึงคนรุ่นต่อๆไปอย่างพวกคุณ
ผมคนนึงล่ะที่ยังไม่ถูกสื่อครอบงำและไม่ถูกหลอมรวมไปกับ
กระแสเหล่านั้น ผมอาจดูเข้าข้างตัวเองไปหน่อย
แต่ผมก็ไม่ได้อวด อ้างว่าตัวเองดีเลิศฉลาดเฉลียวมาจากไหน
และผมจะไม่โกหก
จริงๆแล้วไอ้กระแสนี่ต่างหากที่ทำให้คนอยู่กับร่องกับรอย เป็นคนดีเหมือนกันได้หมดทุกคน -แต่มันเหมือนกันเกินไป เหมือนจนน่ากลัว
ผมคิดเอาเองและไม่ขอยืนยันถูกหรือผิด
ว่ามนุษย์ไม่มีความเป็นตัวตน มีเพียงประสบการณ์จากสิ่งแวดล้อมที่สั่งสมและแสดงออกเท่านั้น
ผมเคยคิดถึงการทดลองอย่างง่ายเกี่ยวกับแนวคิดนี้ หากนำทารกไอสไตน์ไปเลี้ยงดูในห้องสีขาวทั้งห้องและอีกห้องหนึ่ง
ซึ่งมีลักษณะคล้ายกันทุกกระเบียดนิ้ว ก็นำคนที่ได้ชื่อว่าโง่บัดซบที่สุดมาเลี้ยงไว้ตั้งแต่แรกเกิดเช่นกัน โดยมีการให้อาหารและสื่อเหมือนกันทุกๆอย่าง ผลที่แสดงออกทางกายภาพและพฤติกรรมของคนทั้งสองจะคล้ายกัน
จนแทบจะเป็นคนๆเดียวกัน (ผมก็ไม่เถียงว่าพันธุกรรมมีส่วนเกี่ยวเนื่องที่ค่อนข้าง
มีบทบาทเช่นกัน แต่ขอยืนกรานว่ามีผลน้อยมาก)
ที่กล่าวทั้งหมด เพื่อเป็นการเปรียบเทียบกับสิ่งที่เกิดขึ้นตอนนี้
ปัจจุบัน สื่อได้เข้าไปมีบทบาทกับทุกสถาบันสำคัญ ไม่ว่าจะเป็นสถาบันครอบครัว
หรือ การศึกษา
ทุกคนเรียนเรื่องเดียวกัน เห็นภาพเดียวกัน ทำให้กระแสทางสังคมเริ่มไหลไปในทางเดียวกันทั้งหมด แม้จะมีความต่างชนิดที่แยกย่อยกันออกไปอีก
ถ้าเปรียบเทียบกับดนตรีก็จะมีทั้ง jazz,pop,rock,soul-etc.
หรือกระทั่งแบ่งตามประเภทอื่นๆเช่น
เพลงตลาด ,เพลงนอกกระแส (ในอดีต) อะไรเทือกนั้น
ทุกอย่างก็ยังคงไหลไปตามเส้นทางเดียวกัน
เพียงแต่อยู่คนละสายเท่านั้น และไม่ว่าจะเป็นสายไหน ชนิดหรือประเภทใด
“สื่อ”จะเป็นตัวแจกแจง, ควบคุม และกำหนดแต่เพียงผู้เดียว
มนุษย์เริ่มมีการสื่อสารตั้งแต่เกิดจนเวลาสุดท้ายของชีวิต เมื่อเป็นเช่นนั้น สื่อจึงถูกใช้เป็นเครื่องมือควบคุม ทำบล๊อคสร้างเส้นทางการใช้ชีวิตของมนุษย์ จนกลายเป็นว่ามนุษย์ไม่ต่างอะไรกับหุ่นยนต์ ที่ถูกคนเพียงบางกลุ่มใช้ประโยชน์ โดยไม่เคยนึกเอะใจ เพราะมีหน้าที่ใช้ชีวิตตามรูปแบบที่ตายตัวจนวาระสุดท้าย
และสิ่งที่ทำให้ผมฝันร้ายจริงๆ
ไม่ใช่แค่ความเหมือนทางพฤติกรรม
มันรวมถึงความเหมือนทางกายภาพด้วย
ถึงแม้ศัลยกรรมจะกลายเป็นเรื่องธรรมดาไปแล้วในยุคนี้ มันก็ยังคงเป็นปัญหาใหญ่สำหรับผม ใช่ว่าผมไม่มีปัญญาจะทำ ใช่ว่าผมกลัวอุบัติเหตุหรือการผ่าตัดที่ผิดพลาด
แต่ผมกลัวจะแยกตัวเองในกระจกกับพวกเขาไม่ได้ คนในเมืองพวกนั้นมีจมูกโด่งเป็นสัน ริมฝีปากเข้ารูปดูอวบอิ่ม และรูปร่างที่ได้สัดส่วน
เขาเหล่านั้นมีใบหน้าคล้ายกัน มันทำให้ผมฝันร้าย
ในฝัน พวกเขาไล่ล่าตามจับผม เพื่อทำให้ผมมีรูปร่างหน้าตา
ที่“ดูดี”เหมือนกัน
แต่คงมีเหตุผลบางอย่างที่ผมไม่เคยฝันต่อ เมื่อจะถูกจับได้
ผมตื่นก่อนทุกครั้ง
ผมรู้ดีว่าควรทำอะไรสักอย่าง แต่ผมมันก็ใช่ใครที่ไหน เป็นแค่พวกเร่ร่อนอยู่นอกตัวเมือง ผมไม่มีสิทธ์ของพลเมือง
หรือแม้กระทั่งบัตรประจำตัวและเอกสารแสดงตัวใดๆด้วยซ้ำ
ผมมีชีวิตที่น่ารังเกียจ ด้วยอาชีพลักขโมย ฉกชิงวิ่งราว เมื่อถึงจุดหนึ่งที่นอกเมืองยากจนค่นแค้น จนผมไม่อยากขโมยของๆใครที่นี่แล้ว ผมก็พยายามกระเสือกกระสนหาบัตรปลอม
และเสื้อผ้าของคนในเมืองสักชุด เพื่อลักลอบเข้าเมือง
พูดถึงบัตร ผมไม่เคยคิดอยากได้บัตรบ้าบอพวกนั้นหรอก และไอ้สิทธิ์ต่างๆที่ดูเหมือนจะเอื้อประโยชน์ต่อการดำรงชีวิตนั่น
ก็ไร้สาระ เพราะทุกอย่างถูกวางไว้ตามระบบของสื่อหมดแล้ว
โครงสร้างทางสังคมทั้งหมด ก็เหมือนกับถูกสร้างโดยระบบเผด็จการนั่นแหล่ะ
ตอนนั้นผมอายุ 16 ปี เข้าเมืองเป็นครั้งแรก
เมื่อผมได้รับรู้ข่าวสารจากสื่อ ผมก็เห็นความจริงที่จะนำมาบอกต่อกับพวกคุณ ทุกอย่างมันแย่กว่าที่ผมคิดไว้ ไม่ว่าจะเป็นหนังสือ ดนตรี แฟชั่น แม้กระทั่ง ศิลปะ มันเหมือนกันไปหมด
แล้วคนในเมืองก็รับสิ่งเหล่านั้นเท่าที่มันมีอยู่โดยถูกกำหนดให้
ในปริมาณที่เท่าๆกัน ผมรู้เพราะขยะที่ถูกทิ้งอยู่นอกเมืองนั่น
หนังสือยุคเก่าถูกโละทิ้งนานมาแล้ว ผมมีมันเป็นเพื่อน ตั้งแต่อายุ 2 ปีก็ยกให้มันทำหน้าที่แทนหมอนหนุนนอนทุกคืน จนอายุประมาณ 3 ปีกว่า
ผมก็ได้เจอเขา…
ซึ่งสอนให้ผมอ่านหนังสือได้ในเวลาไม่นาน เขาคนนี้คอยบอกเล่าเรื่องราวต่างๆในอดีต มันน่าสนใจ เศร้าใจ
และตี่นเต้นแปลกใหม่กว่ายุคปัจจุบันซะอีก
(เรื่องที่ผมสนใจที่สุด คือคนสมัยก่อนฆ่าตัวตายกันเป็นว่าเล่น)
เขาเป็นคนสำคัญที่สุดสำหรับผม สอนให้ผมเรียนรู้สิ่งต่างๆมากมาย
ผมไม่รู้จักพระเจ้า แต่ถ้าต้องเลือกสักคน
ผมคงเลือกเขา
แต่แล้ววันนี้พระเจ้าของผมก็ต้องมาตาย
ผมเห็นเขาตอนเช้าด้วยความงัวเงียเพราะเพิ่งตื่น
มันไม่ค่อยชัดเจน
ไม่คิดว่าจะเป็นการเห็นหน้าเขาครั้งสุดท้าย ก่อนที่ใบหน้านั้นจะไปปรากฎหราบนหน้าหนังสือพิมพ์ในเมือง โดยมีพาดหัวว่า
“โจรคลั่งจากนอกเมือง ถือ เอสเค-54 กราดยิง
สังเวยชีวิต 24 ศพ”
แปลกดี
เขาเคยเล่าให้ผมฟังว่าในอดีตหากเกิดเหตุการณ์แบบนี้ จะมีการถ่ายรูปสถานการณ์
หรือรูปศพที่ดูรุนแรงที่สุดลงหน้าหนึ่งเลยทีเดียว เพื่อเป็นการดึงดูดให้ผู้อ่านซื้อ
ไม่เข้าใจว่าทำไมคนยุคก่อนถึงอยากเห็นภาพพวกนี้กันนัก แต่ในยุคนี้หนังสือพิมพ์ไม่มีภาพประเภทที่ว่าแล้ว
ทุกอย่าง ทุกภาพ ทุกเหตุการณ์
จะถูกกำหนดขอบเขตการรับรู้อย่างเข้มงวด
ผมเลยไม่ได้เห็น ว่าเขาอยู่ในอากัปกริยาสุดท้ายในลักษณะไหน มีแต่เพียงรูปใบหน้าที่ดูผิดปกติเท่านั้น ผมไม่เคยเห็นสีหน้าของเขาแบบที่อยู่ในหนังสือพิมพ์ ดูแล้วก็เหมาะกับคำว่าโจรคลั่งจริงๆ
ผมไม่ตัดเก็บรูปเขาไว้ เพราะมันไม่ใช่เขา
และผมก็ไม่ร้องไห้ เข้าใจว่าที่เป็นแบบนั้นเพราะเราไม่เคย“คุย”กัน มีแต่เขา“สอน”ผมเท่านั้น
เขาไม่เคยบอกเกี่ยวกับตัวเอง
ว่าเป็นใคร มาจากไหน และคิดอะไรบ้าง ผมเองก็ไม่เคยบอกเขาเช่นกัน เพราะตั้งแต่จำความได้ ผมก็อยู่นอกเมืองด้วยตัวคนเดียวมาตั้งแต่อายุปีกว่าแล้ว
ชืวิตผมก็มีเพียงเท่านี้
นอกจากกินกับนอน ผมก็อ่านหนังสือหรือไม่ก็ดูหนังฟังเพลง ข้างนอกนี่เต็มไปด้วยขยะ แต่ก็ยังมีบางอย่างใช้การได้ อย่างเครื่องเล่น DVDแบบบันทึกข้อมูลที่ผมบังเอิญพบเข้าเครื่องนี้ ก็พูดได้ว่าถ้าผมไม่มีหนังสือและขยะพวกนี้
ผมก็คงไม่ต่างจากสุนัขตัวหนึ่ง
หลังจากเหตุการณ์โจรคลั่งอาละวาดครั้งนั้น การตรวจคนเข้าเมืองก็เข้มข้นขึ้น มาตรการรักษาความปลอดภัยก็แน่นหนาขึ้นตามลำดับ ผมไม่โทษเขาว่าเป็นต้นเหตุที่ทำให้ผมต้องมาติดอยู่ในคุกแบบนี้หรอก ผมคิดไว้นานแล้ว
ถ้ายังประกอบอาชีพนี้ ยังไงก็คงต้องมาลงเอยในคุก
ไม่ว่าการรักษาความปลอดภัยจะรัดกุมขึ้นหรือไม่ก็ตาม
ให้ตายสิ ผมคิดถึงเขา ถึงเราจะไม่รู้จักกันแต่ผมก็รักและเคารพเขา
ผมโกรธแค้นใครไม่ได้ เพราะเขาฆ่าตัวตาย พาดหัวข่าวบอกจำนวนผู้เสียชีวิต 24 ศพ ทั้งที่ความจริงมี 25 ศพ
ทำไมหนังสือพิมพ์ไม่นับเขา
ผมสงสัยว่าระหว่างเขากับคนอีก24นั่น ฝ่ายไหนสมควรถูกตัดออกจากความเป็นคนมากกว่ากัน
สภาพแวดล้อมในคุกและเวลาที่แสนจะว่างเปล่า
ทำให้ผมคิดถึงการกระทำของเขา
ทั้งเรื่องที่ทำไมเขาต้องฆ่าคน และเรื่องที่เขายิงตัวตายตาม ผมรู้มาจากเขาอีกนั่นแหล่ะว่ามนุษย์เลิกฆ่าตัวตายกันมานานแล้ว
เกิดอะไรกับเขากันแน่
ข่าวของเขากลายเป็นเรื่องอันดับต้นๆที่คนในเมืองพูดถึง การตายของเขาอยู่นอกการควบคุมของสื่อ คนในเมืองที่เห็นเหตุการณ์มีจำนวนมาก แล้วยังคนรู้จักของผู้ตายอีก
สำหรับผมที่เป็นคนนอกเมืองและมีความรู้จากอดีตพอตัว
เหตุการณ์นี้ดูไม่จะไม่น่าตกใจเท่าไหร่
แต่มันมีผลกระทบรุนแรงต่อสังคมในเมือง
ขนาดตอนนี้ผมอยู่ในคุก ยังได้รับรู้ถึงปัญหายืดเยื้อ โดยมีเขาเป็นหัวเรื่องจากบทสนทนาของผู้คุมทั้งหลาย แต่ผมก็รู้ว่าไม่นานมันจะเบาบางและเงียบหายไป เหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น ด้วยอำนาจของสื่อ
แต่สำหรับผม
การกระทำของเขายังมีความหมายและผลกระทบ
ถึงแม้เขาจะเป็นเพียงก้อนหิน ที่โยนตัวเองลงไปในมหาสมุทร อย่างน้อยเขาก็ยังได้สร้างคลื่นเล็กๆ
ที่มีความตั้งใจของตัวเองเป็นหลักสำคัญ
แม้คลื่นนั้นจะหายไปในเวลาไม่นาน แต่มันก็เคยเกิดขึ้นและได้มีความสัมพันธ์ กับโลกใบนี้ครั้งหนึ่ง
ผมคิดว่าผมเริ่มจะเข้าใจสิ่งที่เขาทำแล้ว
เรื่องที่อยากบอกให้พวกคุณรู้ก็คงมีเท่านี้
-เอ้อ!ผมมีเรื่องตลกมาเล่าแถมให้ฟังในตอนท้ายนี้ 1 เรื่อง ซึ่งเป็นเรื่องจริงที่เพิ่งเกิดกับผมเมื่อสองวันก่อน
คือ ผมพูดกับผู้คุมว่า
“นี่ ผู้คุมครับ ผมขอยืมปืนของคุณหน่อยสิ จะเอามายิงตัวตายสักที ผมทนเบื่อไม่ไหวแล้ว”
รู้มัยผู้คุมตอบผมว่าอย่างไร
“ไม่ได้หรอก เพราะคุณไม่มีสิทธิ์ฆ่าตัวตาย!”
เป็นไง ขำมั้ย
ผมงี้ขำแทบตาย
แต่ผู้คุมกลับขำไม่ออก เมื่อผมย้อนถามเค้าว่า
“แล้วคุณมีสิทธื์จะทำอะไรกับชีวิตของคุณบ้างล่ะ?”
เขาคงต้องคิดนานหน่อยกับคำถามนี้ เพราะมันไม่ได้ถูกบรรจุไว้ในแบบเรียนหรือสารระบบใดๆเลย
ห้องขัง306คุกกักตัวนักโทษ
เขตเมืองหลวงรหัสพื้นที่071
7 มีนาคม 2675
ถึง คนรุ่นหลังที่รัก
คำแรกที่ผมอยากเขียนถึงพวกคุณคือ“ช่วยด้วย”แต่ช่างมันเถอะ เพราะกว่าคุณจะเกิด ผมคงพ้นทุกข์ไปนานแล้ว ก็ขอให้คุณพยายาม
นึกถึงผมตอนมีชีวิตอยู่แล้วกัน จะได้เห็นภาพ และเราอาจเกิดความ
สัมพันธ์กันไม่ทางใดก็ทางหนึ่ง ส่วนเรื่องที่บอกว่าอยากให้ช่วยนั่นผมก็
พอจะรู้ว่าคุณคงช่วยไม่ได้ ไม่ใช่เพราะเราอยู่ในช่วงเวลาที่ต่างกัน แม้คุณมายืนอยู่ที่นี่ตอนนี้ คุณก็คงทำอะไรไม่ได้อยู่ดี นอกจากจะเป็น
อีกส่วนหนึ่งของปัญหาที่มีมากพออยู่แล้ว
ซึ่งมันไม่ได้ช่วยให้อะไรดีขึ้นเลย
ปัญหา - ใครตัดสินว่ามันคือปัญหา ยอมรับก็ได้ว่าเป็นผมเอง ก็ไม่รู้หรอกนะ ผมมันเป็นมนุษย์เจ้าปัญหารึเปล่า กระทั่งคำครหาจาก
คนรอบตัว ว่าผมเป็นคนมองโลกในแง่ร้ายอย่างบัดซบที่สุด
ทุกอย่างมันเป็นความจริงและเรื่องเหลวไหลได้ทั้งหมด
ขึ้นอยู่กับใครคิดอย่างไรเท่านั้นเอง
แต่ข้อสรุปมันไม่เคยแน่นอน ทุกสิ่งคือภาพลวง มันเบาบางราวกับ
ลมหายใจของผมและคุณ แต่มันก็สำคัญที่สุดด้วยหน้าที่การค้ำยัน
ซึ่งปรากฎของชีวิต
ในเวลานึงเมื่อมันมาถึง เราคงยุติการถกอภิปรายว่าใครผิดใครถูก
และทำสิ่งที่ต้องทำ เพื่อให้บางสิ่งที่ช่างเบาบางนั้นดำรงอยู่ และเมื่อวันนั้นมาถึง ผมก็คงไม่รู้อีกต่อไป ว่าผมจะมีลมหายใจต่อไปเพื่อสิ่งใด
…แล้ววันนั้น ก็คือวันนี้
ผมไม่รู้ว่ากี่ปีหลังจากนี้จดหมายของผมจะถูกเปิดอ่าน กระทั่งไม่รู้ว่ายังจะมี “มนุษย์”อาศัยอยู่บนโลกนี้อีกหรือไม่
จากที่ผมพูด อาจทำให้คุณเข้าใจผิด
ว่ายุคนี้กำลังมีสงครามล้างเผ่าพันธุ์กันอยู่หรืออย่างไร
ขอตอบว่าไม่ใช่
มันน่าหวาดหวั่นกว่านั้นหลายเท่า
ผู้มีอำนาจทางการทหารในอดีตหลายท่านกล่าวไว้ว่า “ความสงบน่ากลัวกว่าสงคราม”
ในความเห็นของผมแล้วมันไม่จริง
จากที่ผมได้อ่านหนังสือและบทความเกี่ยวกับประวัติศาสตร์
และการปกครองจบมาหลายเล่ม ทำให้พอรู้ว่ายุคนี้เป็นยุคของความสงบ และเเป็นมาถึงปีที่ 74 นับจากสงครามโลกครั้งที่ 3 ยุติลง
ก็ไม่เห็นว่าความสงบมันจะน่ากลัวตรงไหน ผมจะบอกให้ว่าอะไรน่ากลัวที่สุดสำหรับผม
“ความเหมือ”ไงล่ะ
ตอนนี้ ในยุคของผม “สื่อ” เป็นสิ่งที่สำคัญยิ่งยวด มีอิทธิพลต่อมนุษย์มากที่สุดอย่างหนึ่ง และมันก็ไม่เคย
สำคัญตัวเองลดลง มีแต่จะเพิ่มขึ้นไปเรื่อยๆจนถึงจุดที่น่าวิตก และถ้ายังมีแนวโน้มในลักษณะนี้ต่อไปอย่างที่ผมคิด
ในอนาคต สื่อจะกลายเป็นสิ่งที่มีอำนาจกว่าทุกสิ่ง ไม่ว่าสถาบันหรือโครงสร้างทางสังคมใดๆก็ตาม จะตกอยู่ภายใต้การชักนำของสื่อทั้งสิ้น
และไม่นานทุกอย่างจะอยู่ในกำมือของผู้มีอำนาจ
ทางการเผยแพร่นี้ราวกับการสะกดจิต
แต่ผมอยากบอกคุณว่าไม่ใช่ตอนนี้แน่ๆ เพราะผมยังอยู่ อยู่เพื่อที่จะเขียนจดหมายฉบับนี้ถึงคนรุ่นต่อๆไปอย่างพวกคุณ
ผมคนนึงล่ะที่ยังไม่ถูกสื่อครอบงำและไม่ถูกหลอมรวมไปกับ
กระแสเหล่านั้น ผมอาจดูเข้าข้างตัวเองไปหน่อย
แต่ผมก็ไม่ได้อวด อ้างว่าตัวเองดีเลิศฉลาดเฉลียวมาจากไหน
และผมจะไม่โกหก
จริงๆแล้วไอ้กระแสนี่ต่างหากที่ทำให้คนอยู่กับร่องกับรอย เป็นคนดีเหมือนกันได้หมดทุกคน -แต่มันเหมือนกันเกินไป เหมือนจนน่ากลัว
ผมคิดเอาเองและไม่ขอยืนยันถูกหรือผิด
ว่ามนุษย์ไม่มีความเป็นตัวตน มีเพียงประสบการณ์จากสิ่งแวดล้อมที่สั่งสมและแสดงออกเท่านั้น
ผมเคยคิดถึงการทดลองอย่างง่ายเกี่ยวกับแนวคิดนี้ หากนำทารกไอสไตน์ไปเลี้ยงดูในห้องสีขาวทั้งห้องและอีกห้องหนึ่ง
ซึ่งมีลักษณะคล้ายกันทุกกระเบียดนิ้ว ก็นำคนที่ได้ชื่อว่าโง่บัดซบที่สุดมาเลี้ยงไว้ตั้งแต่แรกเกิดเช่นกัน โดยมีการให้อาหารและสื่อเหมือนกันทุกๆอย่าง ผลที่แสดงออกทางกายภาพและพฤติกรรมของคนทั้งสองจะคล้ายกัน
จนแทบจะเป็นคนๆเดียวกัน (ผมก็ไม่เถียงว่าพันธุกรรมมีส่วนเกี่ยวเนื่องที่ค่อนข้าง
มีบทบาทเช่นกัน แต่ขอยืนกรานว่ามีผลน้อยมาก)
ที่กล่าวทั้งหมด เพื่อเป็นการเปรียบเทียบกับสิ่งที่เกิดขึ้นตอนนี้
ปัจจุบัน สื่อได้เข้าไปมีบทบาทกับทุกสถาบันสำคัญ ไม่ว่าจะเป็นสถาบันครอบครัว
หรือ การศึกษา
ทุกคนเรียนเรื่องเดียวกัน เห็นภาพเดียวกัน ทำให้กระแสทางสังคมเริ่มไหลไปในทางเดียวกันทั้งหมด แม้จะมีความต่างชนิดที่แยกย่อยกันออกไปอีก
ถ้าเปรียบเทียบกับดนตรีก็จะมีทั้ง jazz,pop,rock,soul-etc.
หรือกระทั่งแบ่งตามประเภทอื่นๆเช่น
เพลงตลาด ,เพลงนอกกระแส (ในอดีต) อะไรเทือกนั้น
ทุกอย่างก็ยังคงไหลไปตามเส้นทางเดียวกัน
เพียงแต่อยู่คนละสายเท่านั้น และไม่ว่าจะเป็นสายไหน ชนิดหรือประเภทใด
“สื่อ”จะเป็นตัวแจกแจง, ควบคุม และกำหนดแต่เพียงผู้เดียว
มนุษย์เริ่มมีการสื่อสารตั้งแต่เกิดจนเวลาสุดท้ายของชีวิต เมื่อเป็นเช่นนั้น สื่อจึงถูกใช้เป็นเครื่องมือควบคุม ทำบล๊อคสร้างเส้นทางการใช้ชีวิตของมนุษย์ จนกลายเป็นว่ามนุษย์ไม่ต่างอะไรกับหุ่นยนต์ ที่ถูกคนเพียงบางกลุ่มใช้ประโยชน์ โดยไม่เคยนึกเอะใจ เพราะมีหน้าที่ใช้ชีวิตตามรูปแบบที่ตายตัวจนวาระสุดท้าย
และสิ่งที่ทำให้ผมฝันร้ายจริงๆ
ไม่ใช่แค่ความเหมือนทางพฤติกรรม
มันรวมถึงความเหมือนทางกายภาพด้วย
ถึงแม้ศัลยกรรมจะกลายเป็นเรื่องธรรมดาไปแล้วในยุคนี้ มันก็ยังคงเป็นปัญหาใหญ่สำหรับผม ใช่ว่าผมไม่มีปัญญาจะทำ ใช่ว่าผมกลัวอุบัติเหตุหรือการผ่าตัดที่ผิดพลาด
แต่ผมกลัวจะแยกตัวเองในกระจกกับพวกเขาไม่ได้ คนในเมืองพวกนั้นมีจมูกโด่งเป็นสัน ริมฝีปากเข้ารูปดูอวบอิ่ม และรูปร่างที่ได้สัดส่วน
เขาเหล่านั้นมีใบหน้าคล้ายกัน มันทำให้ผมฝันร้าย
ในฝัน พวกเขาไล่ล่าตามจับผม เพื่อทำให้ผมมีรูปร่างหน้าตา
ที่“ดูดี”เหมือนกัน
แต่คงมีเหตุผลบางอย่างที่ผมไม่เคยฝันต่อ เมื่อจะถูกจับได้
ผมตื่นก่อนทุกครั้ง
ผมรู้ดีว่าควรทำอะไรสักอย่าง แต่ผมมันก็ใช่ใครที่ไหน เป็นแค่พวกเร่ร่อนอยู่นอกตัวเมือง ผมไม่มีสิทธ์ของพลเมือง
หรือแม้กระทั่งบัตรประจำตัวและเอกสารแสดงตัวใดๆด้วยซ้ำ
ผมมีชีวิตที่น่ารังเกียจ ด้วยอาชีพลักขโมย ฉกชิงวิ่งราว เมื่อถึงจุดหนึ่งที่นอกเมืองยากจนค่นแค้น จนผมไม่อยากขโมยของๆใครที่นี่แล้ว ผมก็พยายามกระเสือกกระสนหาบัตรปลอม
และเสื้อผ้าของคนในเมืองสักชุด เพื่อลักลอบเข้าเมือง
พูดถึงบัตร ผมไม่เคยคิดอยากได้บัตรบ้าบอพวกนั้นหรอก และไอ้สิทธิ์ต่างๆที่ดูเหมือนจะเอื้อประโยชน์ต่อการดำรงชีวิตนั่น
ก็ไร้สาระ เพราะทุกอย่างถูกวางไว้ตามระบบของสื่อหมดแล้ว
โครงสร้างทางสังคมทั้งหมด ก็เหมือนกับถูกสร้างโดยระบบเผด็จการนั่นแหล่ะ
ตอนนั้นผมอายุ 16 ปี เข้าเมืองเป็นครั้งแรก
เมื่อผมได้รับรู้ข่าวสารจากสื่อ ผมก็เห็นความจริงที่จะนำมาบอกต่อกับพวกคุณ ทุกอย่างมันแย่กว่าที่ผมคิดไว้ ไม่ว่าจะเป็นหนังสือ ดนตรี แฟชั่น แม้กระทั่ง ศิลปะ มันเหมือนกันไปหมด
แล้วคนในเมืองก็รับสิ่งเหล่านั้นเท่าที่มันมีอยู่โดยถูกกำหนดให้
ในปริมาณที่เท่าๆกัน ผมรู้เพราะขยะที่ถูกทิ้งอยู่นอกเมืองนั่น
หนังสือยุคเก่าถูกโละทิ้งนานมาแล้ว ผมมีมันเป็นเพื่อน ตั้งแต่อายุ 2 ปีก็ยกให้มันทำหน้าที่แทนหมอนหนุนนอนทุกคืน จนอายุประมาณ 3 ปีกว่า
ผมก็ได้เจอเขา…
ซึ่งสอนให้ผมอ่านหนังสือได้ในเวลาไม่นาน เขาคนนี้คอยบอกเล่าเรื่องราวต่างๆในอดีต มันน่าสนใจ เศร้าใจ
และตี่นเต้นแปลกใหม่กว่ายุคปัจจุบันซะอีก
(เรื่องที่ผมสนใจที่สุด คือคนสมัยก่อนฆ่าตัวตายกันเป็นว่าเล่น)
เขาเป็นคนสำคัญที่สุดสำหรับผม สอนให้ผมเรียนรู้สิ่งต่างๆมากมาย
ผมไม่รู้จักพระเจ้า แต่ถ้าต้องเลือกสักคน
ผมคงเลือกเขา
แต่แล้ววันนี้พระเจ้าของผมก็ต้องมาตาย
ผมเห็นเขาตอนเช้าด้วยความงัวเงียเพราะเพิ่งตื่น
มันไม่ค่อยชัดเจน
ไม่คิดว่าจะเป็นการเห็นหน้าเขาครั้งสุดท้าย ก่อนที่ใบหน้านั้นจะไปปรากฎหราบนหน้าหนังสือพิมพ์ในเมือง โดยมีพาดหัวว่า
“โจรคลั่งจากนอกเมือง ถือ เอสเค-54 กราดยิง
สังเวยชีวิต 24 ศพ”
แปลกดี
เขาเคยเล่าให้ผมฟังว่าในอดีตหากเกิดเหตุการณ์แบบนี้ จะมีการถ่ายรูปสถานการณ์
หรือรูปศพที่ดูรุนแรงที่สุดลงหน้าหนึ่งเลยทีเดียว เพื่อเป็นการดึงดูดให้ผู้อ่านซื้อ
ไม่เข้าใจว่าทำไมคนยุคก่อนถึงอยากเห็นภาพพวกนี้กันนัก แต่ในยุคนี้หนังสือพิมพ์ไม่มีภาพประเภทที่ว่าแล้ว
ทุกอย่าง ทุกภาพ ทุกเหตุการณ์
จะถูกกำหนดขอบเขตการรับรู้อย่างเข้มงวด
ผมเลยไม่ได้เห็น ว่าเขาอยู่ในอากัปกริยาสุดท้ายในลักษณะไหน มีแต่เพียงรูปใบหน้าที่ดูผิดปกติเท่านั้น ผมไม่เคยเห็นสีหน้าของเขาแบบที่อยู่ในหนังสือพิมพ์ ดูแล้วก็เหมาะกับคำว่าโจรคลั่งจริงๆ
ผมไม่ตัดเก็บรูปเขาไว้ เพราะมันไม่ใช่เขา
และผมก็ไม่ร้องไห้ เข้าใจว่าที่เป็นแบบนั้นเพราะเราไม่เคย“คุย”กัน มีแต่เขา“สอน”ผมเท่านั้น
เขาไม่เคยบอกเกี่ยวกับตัวเอง
ว่าเป็นใคร มาจากไหน และคิดอะไรบ้าง ผมเองก็ไม่เคยบอกเขาเช่นกัน เพราะตั้งแต่จำความได้ ผมก็อยู่นอกเมืองด้วยตัวคนเดียวมาตั้งแต่อายุปีกว่าแล้ว
ชืวิตผมก็มีเพียงเท่านี้
นอกจากกินกับนอน ผมก็อ่านหนังสือหรือไม่ก็ดูหนังฟังเพลง ข้างนอกนี่เต็มไปด้วยขยะ แต่ก็ยังมีบางอย่างใช้การได้ อย่างเครื่องเล่น DVDแบบบันทึกข้อมูลที่ผมบังเอิญพบเข้าเครื่องนี้ ก็พูดได้ว่าถ้าผมไม่มีหนังสือและขยะพวกนี้
ผมก็คงไม่ต่างจากสุนัขตัวหนึ่ง
หลังจากเหตุการณ์โจรคลั่งอาละวาดครั้งนั้น การตรวจคนเข้าเมืองก็เข้มข้นขึ้น มาตรการรักษาความปลอดภัยก็แน่นหนาขึ้นตามลำดับ ผมไม่โทษเขาว่าเป็นต้นเหตุที่ทำให้ผมต้องมาติดอยู่ในคุกแบบนี้หรอก ผมคิดไว้นานแล้ว
ถ้ายังประกอบอาชีพนี้ ยังไงก็คงต้องมาลงเอยในคุก
ไม่ว่าการรักษาความปลอดภัยจะรัดกุมขึ้นหรือไม่ก็ตาม
ให้ตายสิ ผมคิดถึงเขา ถึงเราจะไม่รู้จักกันแต่ผมก็รักและเคารพเขา
ผมโกรธแค้นใครไม่ได้ เพราะเขาฆ่าตัวตาย พาดหัวข่าวบอกจำนวนผู้เสียชีวิต 24 ศพ ทั้งที่ความจริงมี 25 ศพ
ทำไมหนังสือพิมพ์ไม่นับเขา
ผมสงสัยว่าระหว่างเขากับคนอีก24นั่น ฝ่ายไหนสมควรถูกตัดออกจากความเป็นคนมากกว่ากัน
สภาพแวดล้อมในคุกและเวลาที่แสนจะว่างเปล่า
ทำให้ผมคิดถึงการกระทำของเขา
ทั้งเรื่องที่ทำไมเขาต้องฆ่าคน และเรื่องที่เขายิงตัวตายตาม ผมรู้มาจากเขาอีกนั่นแหล่ะว่ามนุษย์เลิกฆ่าตัวตายกันมานานแล้ว
เกิดอะไรกับเขากันแน่
ข่าวของเขากลายเป็นเรื่องอันดับต้นๆที่คนในเมืองพูดถึง การตายของเขาอยู่นอกการควบคุมของสื่อ คนในเมืองที่เห็นเหตุการณ์มีจำนวนมาก แล้วยังคนรู้จักของผู้ตายอีก
สำหรับผมที่เป็นคนนอกเมืองและมีความรู้จากอดีตพอตัว
เหตุการณ์นี้ดูไม่จะไม่น่าตกใจเท่าไหร่
แต่มันมีผลกระทบรุนแรงต่อสังคมในเมือง
ขนาดตอนนี้ผมอยู่ในคุก ยังได้รับรู้ถึงปัญหายืดเยื้อ โดยมีเขาเป็นหัวเรื่องจากบทสนทนาของผู้คุมทั้งหลาย แต่ผมก็รู้ว่าไม่นานมันจะเบาบางและเงียบหายไป เหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น ด้วยอำนาจของสื่อ
แต่สำหรับผม
การกระทำของเขายังมีความหมายและผลกระทบ
ถึงแม้เขาจะเป็นเพียงก้อนหิน ที่โยนตัวเองลงไปในมหาสมุทร อย่างน้อยเขาก็ยังได้สร้างคลื่นเล็กๆ
ที่มีความตั้งใจของตัวเองเป็นหลักสำคัญ
แม้คลื่นนั้นจะหายไปในเวลาไม่นาน แต่มันก็เคยเกิดขึ้นและได้มีความสัมพันธ์ กับโลกใบนี้ครั้งหนึ่ง
ผมคิดว่าผมเริ่มจะเข้าใจสิ่งที่เขาทำแล้ว
เรื่องที่อยากบอกให้พวกคุณรู้ก็คงมีเท่านี้
-เอ้อ!ผมมีเรื่องตลกมาเล่าแถมให้ฟังในตอนท้ายนี้ 1 เรื่อง ซึ่งเป็นเรื่องจริงที่เพิ่งเกิดกับผมเมื่อสองวันก่อน
คือ ผมพูดกับผู้คุมว่า
“นี่ ผู้คุมครับ ผมขอยืมปืนของคุณหน่อยสิ จะเอามายิงตัวตายสักที ผมทนเบื่อไม่ไหวแล้ว”
รู้มัยผู้คุมตอบผมว่าอย่างไร
“ไม่ได้หรอก เพราะคุณไม่มีสิทธิ์ฆ่าตัวตาย!”
เป็นไง ขำมั้ย
ผมงี้ขำแทบตาย
แต่ผู้คุมกลับขำไม่ออก เมื่อผมย้อนถามเค้าว่า
“แล้วคุณมีสิทธื์จะทำอะไรกับชีวิตของคุณบ้างล่ะ?”
เขาคงต้องคิดนานหน่อยกับคำถามนี้ เพราะมันไม่ได้ถูกบรรจุไว้ในแบบเรียนหรือสารระบบใดๆเลย