น้ำหนักบนบ่า 02-10-05
‘เขาอยากให้เธอตายๆไปเสียที’ ความเจ็บปวดเรื้อรังบริเวณบ่าไม่เคยปล่อยเขาให้หยุดคิดแบบนั้น
ลมหายใจของเธอจะมีประโยชน์อันใดอีกเล่า ต่อโลกภายนอกที่เน่าเหม็นใบนี้
และสามัญสำนึกที่เหี่ยวเฉาไร้เรี่ยวแรง
อันน่ารังเกียจของตัวเขาเอง
…………………………………………………………..
พี่สาวพาหนีเข้ากรุงเทพตอนเขาอายุได้เพียงแปดขวบกว่า เพิ่งจะมารู้ว่าพี่พาเขามาด้วยทำไม
พ่อแม่หมดกำลังจะหาเลี้ยง
เด็กวัยกำลังโตอย่างพี่สาวและตัวเขาได้อีกต่อไป วันๆคนทั้งคู่เอาแต่อยู่เฉย กิน นอน
ให้ชีวิตได้หมดไปอย่างไร้ความหมาย
และไม่เพียงเท่านั้น สายตาของผู้บังเกิดเกล้าที่มีแรงผลักดันอันมหาศาลนั่นอีกเล่า มันแสดงออกถึงการขับไล่
กดดันให้พี่สาวต้องพาเขาและตัวเธอเอง
เดินออกจากชีวิตไร้ค่าในบ้านกระท่อมผุพัง
เลือกที่จะหนีไปคงดีซะกว่า
ที่ชีวิตเล็กๆของสองพี่น้องต้องพังทลายลงไป
ก่อนบ้านสัปปะลังเคหลังนั้น
“พี่สาวไม่เป็นห่วงพ่อแม่ที่แก่เฒ่าแล้วหรือ?” เขาถามตัวเองหลายครั้งระหว่างเดินเท้าไปยังสถานีรถไฟ
จนอดไม่ได้ที่จะถามเอาคำตอบจากพี่สาว
คำพูดของพี่สาวทำให้ความแววใสในดวงตาเด็กน้อย
ถูกแทนที่ด้วยความอึมครึมแข็งกระด้าง
“ทำไมแกโง่แบบนี้
ทุกวันฉันกับแกไม่เคยได้กินข้าวกันครบมื้อ แล้วดูพ่อแม่แกสิ อ้วนอิ่มกันแค่สองคน แล้วที่ฉันเคยถูกด่าใส่หน้าเอาเช้าเย็น ว่าเป็นภาระต้องทนเหนื่อยเลี้ยงดูน่ะ แกไม่ได้ยินหรือไง
-แล้วก็ให้แกรู้ไว้ซะด้วย ว่าที่พ่อกับแม่พูดน่ะ
มันก็หมายถึงแกเหมือนกัน”
“ไม่จริง!พี่ห้ามพูดแบบนั้นนะ เราก็ยังมีข้าวกินทุกวันนี่ พี่เบื่อบ้านเราแล้วมากกว่า
ถ้าพี่ไม่อยากดูแลพ่อกับแม่แล้วก็ช่างพี่สิ ฉันจะทำเอง”
พี่สาวตบหน้าเขาจนเซถลาตามทิศทางที่มือพาไป
“ไอ้เด็กบ้า! แกมันจะไปรู้อะไร ทุกวันนี้ที่มีกินกันเนี่ย ชั้นทั้งนั้น แกไม่เห็นทำอะไรได้สักอย่าง อย่ามาปากเก่งกับชั้นอีกนะ ถ้าไม่มีชั้นแกตายไปตั้งนานแล้ว รู้ไว้ด้วยไอ้เด็กปากหมา!”
เขาไม่เคยรู้สึกเกลียดพี่สาวเท่าวันนี้ เขาโกรธจนหน้าแดง หรือออาจเป็นเพราะกำลังจะร้องไห้
เขาเงื้อมือขึ้น หมายจะฟาดลงที่หน้าขาพี่สาว แต่ถูกเธอหยุดไว้ได้
ทันทีที่ข้อมือเรียวเล็ก-
ราวกระดูกถูกหุ้มด้วยหนังของน้องชายอยู่ในมือเธอ ความเกรี้ยวโกรธแปรเปลี่ยนเป็นน้ำตาแห่งความสลดสงสาร
ภาพหญิงสาวกำแขนเด็กชายตัวเล็กๆกับการร้องไห้นิ่งนาน บนเก้าอี้ชานชาลาสถานีรถไฟเก่ายังคงอยู่
เสมือนแผลเป็น
ติดตรึงในจิตใจอย่างไม่แยแสต่อการล่วงผ่านของเวลา
…………………………………………………………………………...
หลังจากวันนั้น เขาและพี่สาวก็ไม่ได้ติดต่อที่บ้านอีกเลย
เด็กสองคนเริ่มต้นชีวิตในเมือง ด้วยการอาศัยทางเดินฟุตบาทและร่มเงาผ้าใบตึกแถวบริเวณชานเมือง เพื่อกินอยู่หลับนอนได้ระยะหนึ่ง
ก่อนจะได้พบบ้านสังกะสีรกร้างไม่สมประกอบ ย่านสลัมใต้ทางด่วนกรุงเทพดินแดง
ช่วงแรกสองพี่น้องต้องทนกลิ่นเหม็นเน่าประหลาด
จาก(สังกะสีกั้นสูงสามด้าน หลังบ้านที่คิดว่าน่าจะเป็น)ห้องน้ำ
กว่าจะได้รู้ว่าห้องที่ถูกโซ่คล้องไว้แน่นหนานั้น มีศพเจ้าบ้านคนก่อนตายอืดอยู่ ก็ผ่านไปสองเดือนพอดี
คนแถวนั้นพูดกันว่าชายน่าอนาถคนนี้ เป็นพวกขี้เหล้า
หนีหนี้เค้ามาเรื่อย แล้วสุดท้ายก็คงต้องมาตายเพราะสาเหตุนั้น
เขากับพี่สาวไม่คิดจะหาที่อยู่ใหม่ เพราะรู้ว่าดีว่าที่ซุกหัวนอนไม่ได้หากันง่ายๆ กลับดีขึ้นด้วยซ้ำที่ไม่ต้องทนกลิ่นชวนคลื่นไส้อีกต่อไป ทั้งยังได้ข้าวปลาอาหารจากเพื่อนบ้านในละแวกด้วย
แต่กระนั้นก็ใช่ว่าจะได้อิ่มท้องกว่าตอนอยู่บ้านที่จากมา ไม่นานผู้เป็นพี่สาวจึงออกตระเวนหางานทำ
ความทรงจำสุดท้ายในวัยเด็กของเขาจบลงที่นั่น
………………………………………………………………….
ผ่านมาหลายปี จนเขาอายุได้ยี่สิบสี่ พี่สาวหายตัวไปจากบ้านซอมซ่อและจากชีวิตของเขา เมื่อเจ็ดปีที่แล้ว
ส่วนเขายังคงอาศัยอยู่ในบ้านหลังนั้นเหมือนเดิม มันแข็งแรงขึ้นด้วยโครงไม้ที่เขาเอามาค้ำมุมแบบหยาบๆ ซึ่งก็ไม่ได้ทำให้บ้านน่าอยู่ขึ้นเลย
อย่างไรก็ดี เขาไม่มีเวลามาสนใจทนดูความทุเรศทุรัง
ของสิ่งที่เขาเรียกว่าบ้านสักเท่าไหร่เหมือนกัน เพราะเขามีงานอันหนักหน่วงตลอดทั้งวันรออยู่
ช่วงเช้าที่ตลาด หน้าที่ของเขาคือขนหมูที่ถูกแล่เอาเครื่องในออกแล้วไปส่ง
ถึงเขียงขายหมู
ช่วงบ่ายถึงค่ำทำงานก่อสร้าง ซึ่งไม่ต่างกับงานช่วงเช้าเท่าไหร่
ชายหนุ่มไร้ความรู้อย่างเขาคงเหมาะกับงานแบกหามที่สุดแล้ว น้ำหนักที่เขาต้องเทียวรับเทียวส่งด้วยพื้นที่บนบ่าในแต่ละวันนั้น มากพอที่จะทำให้เขามีอาการปวดกล้ามเนื้อช่วงหลัง และไหล่ตั้งแต่อายุสิบห้าสิบหก
เขาทำงานยากลำบากซ้ำซากโดยไม่พึ่งใครมาตลอด หลังจากพี่สาวได้หายตัวไป (อันที่จริงเขาเรื่มทำงาน-
มาก่อนหน้านั้นแล้ว
แต่พอเธอไป เขาก็ต้องทำงานให้หนักกว่าเดิมเพื่อเลี้ยงชีพ)
ทุกคืนก่อนนอน
เขาไม่เคยลืมที่จะขอให้มีอะไรสักอย่าง
มาเปลี่ยนแปลงชีวิตอันน่าสมเพช ให้ต่างไปจากเดิมเสียที
และคงเป็นความผิดของเขาเอง ที่ไม่เคยระบุให้ชัดเจนว่าอยากให้มันเปลี่ยนไปแบบไหน
เขาจึงได้พบกับเธอ
…………………………………………………………………
เธอนั่งอยู่บนทางเดินไม้แคบๆหน้าบ้าน ตอนเขากลับจากงานกะค่ำในคืนหนึ่ง
อายุของเธอน่าจะประมาณสามหรือสี่ขวบ
จากการคาดเดาของเขา
ไม่มีอะไรชัดเจนเกี่ยวกับรายละเอียดของเธอ
นอกจากขาซ้ายที่ลีบเล็ก กับนัยย์ตาเหม่อลอยไร้เดียงสา และลำตัวที่เอียงโย้ไปมา ซ้ายทีขวาทีสลับกันตลอดเวลา
เขาเดินไปไกล้เธอ
“หนูมานั่งทำอะไรตรงนี้ ดึกๆดื่นๆไม่กลับบ้านหรือไง”
คำถามของเขาไม่สามารถลุกล้ำเข้าไปในโลกส่วนตัวของเด็กหญิงได้แม้แต่น้อย ความใกล้ที่มากขึ้นทำให้เขารู้สึกวิตก
หน้าตาของเธอช่างคล้ายใครคนหนึ่งที่ทิ้งเขาไปเมื่อเจ็ดปีก่อน ในมือของเด็กหญิงมีกระดาษยับๆแผ่นหนึ่ง
เขารับรู้ได้ โดยไม่ยากว่ามันอาจเป็นจดหมายถึงเขา
เขาเอื้อมมือจับแขนที่เคลื่อนไหวตลอดเวลาของเด็กหญิงให้หยุด
เพื่อคว้าเอากระดาษ
อุ้มเธอขึ้นนั่งบนแขนที่เหนื่อยล้า
เปรอะเปื้อนไปด้วยความลำบาก ปนเปเหงื่อไคลที่สะสมมาทั้งวัน
เขาเดินไปที่บ้านข้างๆ เคาะประตูเสียงดังสองสามครั้ง ได้ยินเสียงเจ้าของบ้านลุกเดินมาที่ประตู
เขาพูดสวนไปว่า
“ ผมเองครับลุงจ่า ลุงช่วยอ่านไอ้นี่ให้ผมฟังหน่อยสิ ”
ชายวัยกลางคนเปิดประตูไม้โทรมไม่ต่างจากตัวบ้าน ด้วยอารมณ์รำคาญ เพราะถูกรบกวนเวลาหลับ
“อะไรของเอ็งว่ะ ห้าหกทุ่มไม่หลับไม่นอน เที่ยวมาเคาะประตู เรียกคนกำลังเคลิ้มออกมาเนี่ย แล้วเอ็ ...”
ชายผู้ถูกเรียกว่าลุงจ่าหยุดคำบ่นของตนเมื่อเห็นเด็กหญิง
แปลกหน้าในอ้อมอุ้มของเขา
“เฮ่ย เอ็ง...อย่าบอกนะว่าเอ็งจับยัยเด็กนี่มาเรียกค่าไถ่
พิกลพิการแบบนี้จะเรียกได้สักกี่ตังค์วะ ทำไ...”
“หยุดก่อนน่าลุง ชั้นมาหาลุงก็เพราะเรื่องนี้แหล่ะ ลุงอ่านนี่ให้ชั้นฟังหน่อยเถอะ ”
เขายื่นกระดาษในมือให้
“จะได้ไม่ต้องมานั่งเดาให้เสียเรื่องแบบนี้ ”
เขารู้ว่าลุงแกอ่านหนังสือได้
เพราะเคยเห็นแกอ่านหนังสือพิมพ์ด้วยเสียงอันดังบ่อยๆ เขาเองก็ไม่เข้าใจว่าคนที่ซุกซ่อนอาศัยชีวิต
ในที่แบบนี้เพื่อยังชีพ จะอ่านหนังสือพิมพ์ไปทำไม กระทั่งว่าจะอ่านหนังสือเป็นเพื่ออะไร
ชายวัยกลางคนคว้าเอากระดาษไป แต่สายตายังคงจับจ้องที่หน้าชายหนุ่ม อย่างไม่ปิดบังความรู้สึกสงสัย และความไม่พอใจปนอยู่ในที
“ อ่านให้ชั้นฟังหน่อยน่า ลุง ”
“ก็ได้วะ”
ลุงจ่าลดสายตาลงมองข้อความในมือ แล้วอ่านออกเสียงดังกระท่อนกระแท่น
“น้อย...พี่ขอฝากลูกไว้กับแกสักพักนะ ตอนนี้พี่เลี้ยงมันไม่ได้จริงๆ ต้องทำงานตลอดไม่มีเวลาดูแล แล้วจะส่งเงินไปให้ ...
อะไรวะ? นี่มันจากอีหน่อยเหรอ
…แม่งเอ้ยกูว่าแล้ว!!!
ไม่ว่ากระหรี่หน้าไหนมันก็ต้องเจอปัญหานี้กันทั้งนั้น แม่งโดนทุกวันวันละหลายดอก สุดท้ายก็ต้องพลาดท่าเข้าจนได้ อีพวกนี้น้า ขายตัวทั้งที เสือกไม่รู้จักป้องกัน เวรจริ...” /
“พอเถอะลุง!” เขาตวาด
ลุงจ่าสะดุ้ง หน้าเจื่อนด้วยรู้สึกผิด
“ขอบคุณที่ช่วย!” เขาขอบคุณด้วยเสียงแข็งกร้าว โดยไม่คิดที่จะปรับระดับลง
เขาหันหลัง เดินกลับไปที่บ้านของตน ยังทันได้ยินเสียงลุงจ่าบ่นอุบอิบ
“ อะไรวะ ...ก็ที่กูพูดมันจริงรึป่าวเล่า”
เขารู้สึกผิดที่ไปตะคอกใส่ลุงแกแบบนั้น เขาคิดว่าไม่น่าไปหาแกเลย
ที่จริงก็รู้แต่แรกแล้ว ว่าอะไรเป็นอะไร
ก็ตั้งแต่ได้เห็นหน้าเธอในแสงไฟสลัวๆนั่นไง
ไอ้แสงจากหลอดไฟบ้าๆนี่ มันไม่เคยทำให้เขา
ได้รู้สึกสว่างไสวตามหน้าที่ของมันเลยสักครั้ง มันคือแสงสีซีดแห่งความหดหู่ที่เขาต้องกลับมาเจอทุกคืน
โดยเฉพาะคืนนี้ กับอีกหนึ่งความรับผิดชอบต่อชีวิตที่เขาต้องยอมรับ
และแบกไว้บนบ่าอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้
………………………………………………………………..
ภาระจากพี่สาวที่ยัดเยียดให้ สร้างความลำบากกว่าที่คิดไว้มากนัก
ลำพังตัวเขาคนเดียวก็แทบจะอยู่ไม่ได้กับค่าแรงน้อยนิด
เมื่อแรกที่เอาเธอมาอยู่ด้วยนั้น
เขายังพอใช้เวลาแบบเดิมได้
คือทำงานตั้งแต่ตีสามครึ่งถึงสองทุ่ม โดยไม่ต้องกังวลเกี่ยวกับเธอ เพราะป้าแย้มข้างบ้านรับปากดูแลเเด็กหญิงให้
แต่หลังจากนั้นไม่นานแกกับเด็กเกือบถูกไฟคลอกตายในบ้าน ป้าแกเล่าว่าตอนนั้นแกหลับอยู่
สะลึมสะลือได้กลิ่นควันไฟจึงสะดุ้งตื่นขึ้น เห็นเด็กหญิงกำลังใช้ถ่านทั้งถุง จุดไฟกับพื้นบ้านซึ่งเป็นไม้ แกมองอะไรไม่เห็น แสบตาและสำลักเพราะควันไฟ พยายามตะโกนเรียกคนช่วย โชคดีที่วันนั้นคนในละแวกอยู่กับบ้านกันเกือบทุกหลัง นอกจากเขาที่ต้องออกไปทำงานไม่เว้นวันหยุด
เหตุการณ์นั้นทำให้เขาไม่กล้า และไม่อยากฝากเด็กหญิงให้ใครดูแล
เขาคงต้องรับผิดชอบเธอเอง ก่อนที่จะเกิดเรื่องร้ายแรงกว่านี้ จึงขอย้ายกะและเพิ่มเวลางานในช่วงกลางคืน ให้ตรงกับเวลานอนของเด็กหญิง
เขาคิดถึงพี่สาวขึ้นมา ไม่แน่ใจว่าเพราะเป็นห่วง หรือรู้สึกโกรธเธอ ที่ยกหน้าที่อันหนักอึ้ง ซึ่งเขาไม่สมควรต้องรับผิดชอบมาให้กันแน่
เขาคิดถึงบ้าน ...หลายปีมาแล้ว ตอนนี้พ่อกับแม่เป็นยังไงบ้างก็ไม่รู้ เขาหันไปมองเด็กหญิง เธอยังคงเคลื่อนไหว โดยไร้ซึ่งความหมายอยู่ตลอดเวลา
……………………………………………………………….
ร่างกายและจิตใจของเขาทรุดโทรมลงรวดเร็วอย่างเห็นได้ชัด ตรงข้ามกับเธอที่โตขึ้นมากในช่วงสองปี
แต่นอกจากร่างกายแล้ว เธอยังคงเหมือนเดิมทุกอย่าง ท่วงท่าพิกลพิการและสายตาเหม่อลอย
ไม่เคยเปลี่ยนจากตอนที่เขาพบเธอครั้งแรก
บางครั้ง เขาคิดขึ้นมาว่าตัวเองหวังอะไรจากการเลี้ยงดูเด็กคนนี้ (นอกเหนือจากความจริงอันไร้ทางเลือก-
มันคือความจำเป็นของพี่สาว ผู้ซึ่งไม่อาจบอกได้
ว่าตอนนี้ยังมีชีวิตอยู่ หรือตายไปแล้ว)
ถ้าวันนึงเขาต้องมีลูก ความรู้สึกจะเป็นอย่างไรกัน คงจะไม่ต่างไปจากนี้สักเท่าไหร่
ชีวิตโดดเดี่ยวในบ้านซ่อมซ่อเปลี่ยนไปก็เพราะเธอ เด็กหญิงพิการ(ซึ่งตอนนี้อายุได้ห้าขวบกว่าแล้ว) ทำให้เขาไม่ต้องนอนคนเดียวในความมืดเหมือนเมื่อก่อน
เขาน่าจะดีใจที่เป็นอย่างนั้น แต่ยังทำได้ไม่เต็มที่
เพราะสิ่งที่เธอแสดงออกนั้นมันต่างจากเด็กทั่วไปในวัยนี้
ถึงเขาจะไม่เคยอยู่กับเด็กมาก่อนแต่ก็พอรู้ ว่าปกติเด็กจะพูดเยอะ ส่งเสียงเจี๊ยวจ๊าวได้ทั้งวันไม่รู้จักเหน็ดจักเหนื่อย
เขาเคยเห็นรอยยิ้มไร้เดียงสา และเคยได้ยินโทนเสียงแหลมๆสดใส จากลูกสาวตัวเล็กของเพื่อนร่วมงาน
เคยเห็นการแสดงความรัก ที่น่าชื่นใจต่อกัน
เขาอยากให้เธอกอดเขา หอมแก้มเขา เหมือนที่เพื่อนคนนี้ได้รับจากลูกๆ
ซึ่งเขาก็รู้ดี ว่ามันเป็นไปไม่ได้ที่เธอจะทำ
เธอผู้ไม่เคยแม่แต่จะส่งเสียงใดๆ ไหนจะมือไม้ร่างกายที่โยกไหวตลอดเวลานั้นเล่า มันทำให้เขารู้สึกเจ็บปวดเหมือนถูกทำร้าย ในทุกท่วงทีจากการเคลื่อนไหวของเธอ
แขนที่ป่ายไปมาในอากาศ ดูคล้ายกับการโบกมือเพื่อลาจากเป็นครั้งสุดท้าย
ไม่ว่าพ่อแม่ที่ไม่รู้ว่าตอนนี้จะเป็นตายร้ายดีอย่างไรบ้าง พี่สาวที่ทิ้งเขาไปโดยไม่มีทีท่าว่าต้องการจะกลับมาหา
แล้วเธอล่ะ…
สายเลือดสุดท้ายที่เขายังเห็นเป็นตัวเป็นตน เธอซึ่งเป็นสัญลักษ์แห่งการลาจาก เด็กหญิงพิการวัยห้าปีที่เขาไม่สามารถรับรู้ได้เลย
ว่าเธอมีตัวตนอยู่ ณที่แห่งไหน
แล้วที่นั่น เธอมีเขาเคียงข้างคอยดูแลหรือเปล่า
เขากลัว เมื่อรู้สึกว่าความรักและความพยายามในทุกๆวัน
อันแสนยากลำบาก ถูกถมแทนเททิ้งด้วยความว่างเปล่า
ในดวงตาคู่เล็กของเด็กหญิง
เธอไม่เคยรู้เลย ว่าเขาต้องขืนข่มทนความกดดันอันหนักหนา ด้วยสำนึกรับผิดชอบต่อเธอ ที่ต้องแบกรับไว้เพียงลำพัง
เขาเหนื่อย ท้อแท้ และสิ้นหวังเกินกว่าใครจะรู้ เขาอยากหนีทุกสิ่งทุกอย่างไปให้พ้น
หนีจากความรัก ความพยายามที่ไร้ค่าของตัวเอง เขาอยากให้มันหายไป เหมือนกับหยดเหงื่อชุ่มของเขา
ที่ตกลง และแตกกระจายบนดินฝุ่นในตอนบ่ายอันร้อนระอุ และระเหยหายไปในเวลาเพียงชั่วครู่
……
เขาอยากให้เธอ –
…………………………………………………………….
ความทุกข์และปัญหาสามัคคีกัน
ถาโถมทำลายชีวิตเขาทุกทาง เท่าที่มันจะทำได้
ร่างกายกบฏไม่ยอมให้เขาใช้งานอย่างใจคิดเหมือนก่อนอีกต่อไป
ทุกคืนต้องพยายามข่มตาให้หลับ เพื่อหนีความเจ็บปวดทรมานบริเวณหลังและช่วงบ่า ร้อนร้าวราวกับแบกนรกเอาไว้ยังไงยังงั้น
เป็นผลให้ความสามารถในการทำงานลดลง สวนทางกับรายจ่ายที่มากขึ้น สำหรับเลี้ยงดูเด็กหญิง
ไม่น่าเชื่อว่าอาชีพแบกหามสามารถสร้างความเสียหายแก่ร่างกาย ในระดับที่เรียกว่าย่อยยับภายในเวลาเพียงไม่กี่ปี
เขารู้ตัวดี
ว่าบ่าที่เคยแบกของได้เกินกว่าสี่สิบกิโลใกล้ถึงขีดจำกัดแล้ว หวั่นใจว่าจะทนทำต่อไปได้อีกกี่นาน
และมันก็ไม่นานอย่างที่คิด เพราะเขาถูกไล่ออกเสียก่อน
หัวหน้าคนงานเรียกเขาไปคุย หลังจากเลิกกะในคืนหนึ่ง
“ เอ็งไปพักเถอะ ร่างกายดีขึ้นเมื่อไหร่ ค่อยว่ากันอีกที เดินเหินยังเหมือนศพแบบนี้ ขืนยังมาทำ
งานต่อ เอ็งจะได้เป็นศพไปจริงๆซะฉิบ ”
“ อย่าพูดอย่างงั้นสิหัวหน้า ผมยังไหวนะครับ ผมไม่อยากพั...”
“เอ๊ะ! เอ็งนี่พูดไม่รู้เรื่องเหรอวะ ที่ข้าเอาเอ็งออกเพราะเป็นห่วงหรอกนะโว้ย
ถ้าเป็นอะไรขึ้นมา ใครจะเลี้ยงลูกให้พี่เอ็งวะ ไป!กลับบ้านไปดูแลหลานซะบ้าง ”
เขาพูดอะไรไม่ออก
ในหัวนึกภาพเด็กหญิงพิการนั่งเอียงซ้ายทีขวาที ในบ้านสังกะสีผุๆ เพราะคำพูดของหัวหน้า
เขาหันหลังกลับพลางสบถในใจ
‘เป็นห่วง...ถุย! แม่งก็รู้ว่าถ้ากูไม่ได้ทำงานที่นี่ต่อ ก็ต้องอดตายกันทั้งกูทั้งเด็ก
ห่าเอ้ย!! จะฆ่ากันทางอ้อมทั้งที
ยังเสือกพูดเอาดีเข้าตัวได้อีก จัญไรแท้ๆ!’
เขารู้สึกเจ็บแปลบขึ้นที่บ่า
ความปวดล่วงลึกพาเอาอนาคตมืดมนไร้ทิศทางมาด้วยทุกครั้งไป
ในความสิ้นหวังอันดำดิ่งปราจากที่ยึดเหนี่ยวนั้น
เขาเห็นหน้าเธอ…
เธอคนเดียวที่ยังคงเวียนแหวกว่ายอยู่ในน้ำคลำอันมืดดำ
แห่งชีวิตของเขาไปชั่วนิรันดิ์
และวินาทีนั้น เขาก็ได้พบทางออกที่มีเพียงหนึ่งเดียว
...เธอ
ตีหนึ่งแล้ว เขายังไม่คิดจะกลับบ้าน
อาจเพราะเสียงาน
อาจเพราะความสิ้นหวังที่เขยิบใกล้เข้ามามากขึ้น หรือเป็นเพราะเธอกันแน่
อย่างไรก็ดี เขาบอกกับตัวเองว่ายังกลับไม่ได้ อยากเดินเรื่อยเปื่อยไปตามฟุตบาท พร้อมกับสาโทสองขวดในมืออีกสักพัก
“แล้วใครจะดูแลเธอล่ะ”
ไม่วายต้องนึกถึงเธอขึ้นมาอีก
“คงมีคนแถวนั้นดูให้แล้วมั้ง”
“ไม่จริง! แกก็รู้ว่าคนละแวกนั้นหลับกันหมดแล้วตั้งแต่หัวค่ำ
ไม่มีใครดูแลเธอหรอก”
“ มีสิวะ! ก็ป้าแย้มไง แกหลับดึกไม่เหมือนบ้านอื่น
ป่านนี้คงเอาข้าวให้เธอกินอิ่มเรียบร้อย จนร่วงหลับไปแล้ว”
ช่วงเวลาว้าวุ่นของคืนวันเสาร์เรียกสติเขากลับจากความฟุ้งซ่าน ริมถนนพลุกพล่านด้วนคนทำงาน ที่ต้องการผ่อนคลายร่างกายและจิตใจ เพื่อเตรียมตัวรับมือกับความโหดร้าย ในนามธรรมสมมุติที่เรียกกันว่าวันจันทร์
ริมฟุตบาทถนนเต็มไปด้วยแสงสีมากมาย ร้านข้าวต้มโต้รุ่งตะโกนโช้งเช้งสั่งอาหารต่อให้ในครัวจัดการ
ชายหญิงต่างอาชีพ ต่างอายุ ต่างความคิด มากหน้าหลายตา เดินย่ำทางเท้านี้อย่างอึกทึก ราวกับต้องการให้มันพังถล่มลงสู่นรกเบื้องล่าง
บางครั้งเสียงเครื่องและเสียงแตรรถยนต์แผดลั่น โดยไม่มีใครสนใจจะรำคาญ
คงเหมือนกับเขา
นี่คือช่วงเวลาไม่นาน
ที่เปิดโอกาสให้คนทำงานหามรุ่งหามค่ำเหน็ดเหนื่อย ได้พักผ่อนในรูปแบบต่างๆ
ให้รู้สึกว่าตนสามารถหนีพ้นจากความยากลำบากซ้ำซาก
ของการงาน
จากปัญหามากมายที่สร้างความสับสนวุ่นวายในชีวิตคนเมือง โดย(แทบจะ)ทุกคนก็รู้
ว่าเหตุการณ์ร้ายแรงยังคงรอคอยอย่างใจจดใจจ่อ ให้ถึงเวลาที่มันจะได้ล่วงล้ำเข้ามาอีกครา ซ้ำแล้วซ้ำเล่า วนเวียนไม่รู้จบ จนจวบวาระสุดท้าย
แต่ยังไม่สิ้นสุดลงเพียงเท่านั้น
มันจะถูกโอนให้ผู้สนิทสนมรอบข้าง เหมือนหนี้สินหนักหน่วงสาหัส ที่ไม่รู้ว่าเคยได้ไปหบิบยืมจากที่ใด
เขาสาวเท้าเดินต่อไป บนทางเท้าอันร้อนรุ่มระอุ
ราวเพลิงโลกันต์ซึ่งแผดเผาจากความรู้สึกของคนนับพันในที่นี้
ภายในใจพลุ่งพล่านกระวนกระวาย ฤทธิ์แอลกอฮอล์จากสาโททำให้สติรับรู้ภายนอกพล่าเลือน แต่ภายในกลับคุกกรุ่น ชัดเจนทุกราย ละเอียด เข้มข้นและแจ่มแจ้ง
เธอ... เธอ... ถ้าไม่เธอสักคน เขาคง –
เขาพาร่างโซเซมาหยุดที่ท้ายรถสองแถว ฝืนหยัดขาก้าวขึ้นบันไดรถที่นิ่งรอผู้โดยสารอยู่
เมื่อคันเร่งถูกเหยียบ จนถึงความเร็วระดับหนึ่ง ลมเย็นชุ่มชื้นจากน้ำค้างกลางคืน พัดตีหน้าหยาบกร้านของเขา
ให้สร่างเมาได้เล็กน้อย สติค่อยๆถูกเรียกกลัมมาอีกครั้ง
ป่านนี้เธอน่าจะหลับไปแล้ว - เขาอยากคิดแบบนั้นเพื่อให้ตัวเองสบายใจ แต่สายลมทำให้เขาต้องผิดหวัง
มันทำหน้าที่ตามธรรมชาติได้สมบูรณ์แบบ เนิ่นนานจากอดีตกาลถึงปัจจุบัน
กลิ่นควันจางๆ ถูกลมหอบหิ้วมาให้อย่างซื่อสัตย์และตรงไปตรงมา ก้อนเนื้อในทรวงอกมีจังหวะเต้นรุนแรง เกินกว่าที่ขนาดเล็กเท่ากำปั้นของมันควรจะเป็น
“จะกลัวอะไรเล่า แกต้องการแบบนี้ไม่ใช่หรือไง”
รถสองแถวชะลอความเร็ว ได้ยินเสียงโหวกเหวกจากกลุ่มคนจำนวนหนึ่ง
ควันไฟสีขาวทึบ ลอยปะปนแทนที่ช่องว่างในอากาศทั่วบริเวณ
ภาพที่เคลื่อนไหวเกิดขึ้นหลังมานควัน ดูล่องลอยไม่ชัดเจน ทำให้เขารู้สึกเหมือนกำลังฝันอยู่
ในความฝันนั้น ลุงจ่าพุ่งพรวดฝ่าควันไฟโขมงออกมา
“อีหนูมันเอาถ่านหุงข้าวของข้าไปตอนไหนก็ไม่รู้ ข้าก็มัวหลับอยู่ สะดุ้งตื่นอีกทีเพราะสำลักควันไฟจากบ้านเอ็งนี่แหล่ะ”
เขายังคงยืนนิ่ง มองดูภาพเหตุการณ์ขาวมัวตรงหน้าด้วยความรู้สึกเบาโหวง แข้งขาอ่อนเหมือนโดนสะกดจิต ทิ้งเข่าสองข้างลงบนทางเดินไม้เหนือน้ำคลำเหม็นอวล
“ดีนะ ไอ้จิ๋มลูกข้ามันกลับมาพอดี ไม่งั้นหลานเอ็งคงถูกไฟคลอกตายไปแล้ว
-แต่ก็อย่างที่เห็นล่ะนะ
กว่าจะเข้าไปช่วยออกมาได้ก็นานพอดู”
ลุงจ่าเปลี่ยนโทนเสียงต่างไปจากเดิม
“ ข้าว่าเด็กมันคง... คงไม่.. เอ่อ”
แกเริ่มพูดจาตะกุกตะกัก
“เอ็งไปหามันเร็วๆเถอะ อยู่ทางโน้นแน่ะ ”
เขาเดินไปตามทิศทางที่ลุงชี้ กลิ่นควันฉุยโชยเข้าจมูกหนักข้อขึ้นเรื่อยๆ
น้ำคลำสีดำเข้ม กระเพื่อมสะท้อนเปลวไฟสีส้มแสบตา เป็นประกายระยับ ราวกับการต้อนรับของทางช้างเผือกอันสุกสว่าง สู่ปลายทางแสนไกลไร้ที่สิ้นสุด
และที่นั่น เธอนอนเหยียดยาวอยู่ ด้วยลมหายใจแผ่วบาง
ร่างกายพิการเต็มไปด้วยบาดแผลพุพอง
กลิ่นเนื้อไหม้ทำให้เขาตัวสั่น มวนท้องอยากอาเจียร
เขาฝืนใจอุ้มเธอขึ้นมา ในลักษณะที่เธอกอดรอบคอเขา และซบหน้าลงบนบ่า
ความเจ็บปวดบนบ่ากระพือโหมแข่งกับเปลวไฟลั่นร้อน เขาพยายามนิ่งเฉย…
เสียงลมหายใจของเธอเบาแรงลงเรื่อยๆ เหมือนกับเสียงปะทุของเปลวไฟ
ที่มอดไหม้ทุกสิ่งทุกจนหมด สาสมแก่ใจแล้วก็มอดดับไป เหลือทิ้งไว้เพียงซากสีดำแห่งความเสียหายเท่านั้น
สุดท้าย เขาก็ไม่เคยได้ยินเธอพูด เสียงของเธอจึงกลายเป็นจินตนาการที่ไม่มีวันกระจ่างได้ชั่วนิรันดิ์
……………………………………………………………
ป้าแย้มคุยให้เขาฟังทีหลัง เกี่ยวกับเหตุการณ์เมื่อคืน แกบอกว่าเอาข้าวให้เด็กหญิงกินอิ่มไปแล้ว
เพราะงั้น เธอคงไม่ได้จุดไฟเพื่อหุงข้าวอย่างที่คนแถวนี้พูดกันหรอก
เขาจึงไม่รู้ว่าเธอจะจุดไฟทำไม
อาจเป็นเพราะกลางคืนที่มืดมิดนั้น
เหน็บหนาวเกินกว่าเด็กหญิงจะทานทน
เธอคงอยากได้แสงสว่าง และความอบอุ่นจากเปลวไฟ เพื่อขับไล่ค่ำคืนอันโหดร้าย
โดยหารู้ไม่ว่าสุดท้ายแล้วมันกลับทรยศต่อลมหายใจ และความต้องการที่พึ่งของเธอ
เปลวไฟนี่ช่างร้ายกาจไม่ต่างกับตัวเขา มันช่างอบอุ่นนุ่มนวลในยามหนึ่ง และสามารถคร่าชีวิตอันน่าสมเพชด้วยเวลาเพียงอึดใจต่อมา
อย่างง่ายดาย
เขารู้สึกเจ็บแปลบบนบ่าขึ้นมาอีกครั้ง แต่ไม่ใช่เพราะอาการปวดกล้ามเนื้อแต่อย่างใด
เขาล้วงมือเข้าไปในคอเสื้อลูบคลำแผล
ซึ่งเกิดจากรอยกัดเล็กๆบริเวณบ่า แล้วเลื่อนมือมาที่ลำคอ กดนวดไปรอบๆ - เมื่อคืน แขนของเธอช่างรัดแน่นจนเจ็บไปหมด และเมื่อได้สัมผัสคอตนเองอย่างถ้วนถี่ เขาจึงรู้ว่าคอของเด็กหญิงเล็กกว่าเขามากนัก
ขนาดโดยรอบกำลังเหมาะมือพอดี
edit @ 2007/04/08 12:58:45
‘เขาอยากให้เธอตายๆไปเสียที’ ความเจ็บปวดเรื้อรังบริเวณบ่าไม่เคยปล่อยเขาให้หยุดคิดแบบนั้น
ลมหายใจของเธอจะมีประโยชน์อันใดอีกเล่า ต่อโลกภายนอกที่เน่าเหม็นใบนี้
และสามัญสำนึกที่เหี่ยวเฉาไร้เรี่ยวแรง
อันน่ารังเกียจของตัวเขาเอง
…………………………………………………………..
พี่สาวพาหนีเข้ากรุงเทพตอนเขาอายุได้เพียงแปดขวบกว่า เพิ่งจะมารู้ว่าพี่พาเขามาด้วยทำไม
พ่อแม่หมดกำลังจะหาเลี้ยง
เด็กวัยกำลังโตอย่างพี่สาวและตัวเขาได้อีกต่อไป วันๆคนทั้งคู่เอาแต่อยู่เฉย กิน นอน
ให้ชีวิตได้หมดไปอย่างไร้ความหมาย
และไม่เพียงเท่านั้น สายตาของผู้บังเกิดเกล้าที่มีแรงผลักดันอันมหาศาลนั่นอีกเล่า มันแสดงออกถึงการขับไล่
กดดันให้พี่สาวต้องพาเขาและตัวเธอเอง
เดินออกจากชีวิตไร้ค่าในบ้านกระท่อมผุพัง
เลือกที่จะหนีไปคงดีซะกว่า
ที่ชีวิตเล็กๆของสองพี่น้องต้องพังทลายลงไป
ก่อนบ้านสัปปะลังเคหลังนั้น
“พี่สาวไม่เป็นห่วงพ่อแม่ที่แก่เฒ่าแล้วหรือ?” เขาถามตัวเองหลายครั้งระหว่างเดินเท้าไปยังสถานีรถไฟ
จนอดไม่ได้ที่จะถามเอาคำตอบจากพี่สาว
คำพูดของพี่สาวทำให้ความแววใสในดวงตาเด็กน้อย
ถูกแทนที่ด้วยความอึมครึมแข็งกระด้าง
“ทำไมแกโง่แบบนี้
ทุกวันฉันกับแกไม่เคยได้กินข้าวกันครบมื้อ แล้วดูพ่อแม่แกสิ อ้วนอิ่มกันแค่สองคน แล้วที่ฉันเคยถูกด่าใส่หน้าเอาเช้าเย็น ว่าเป็นภาระต้องทนเหนื่อยเลี้ยงดูน่ะ แกไม่ได้ยินหรือไง
-แล้วก็ให้แกรู้ไว้ซะด้วย ว่าที่พ่อกับแม่พูดน่ะ
มันก็หมายถึงแกเหมือนกัน”
“ไม่จริง!พี่ห้ามพูดแบบนั้นนะ เราก็ยังมีข้าวกินทุกวันนี่ พี่เบื่อบ้านเราแล้วมากกว่า
ถ้าพี่ไม่อยากดูแลพ่อกับแม่แล้วก็ช่างพี่สิ ฉันจะทำเอง”
พี่สาวตบหน้าเขาจนเซถลาตามทิศทางที่มือพาไป
“ไอ้เด็กบ้า! แกมันจะไปรู้อะไร ทุกวันนี้ที่มีกินกันเนี่ย ชั้นทั้งนั้น แกไม่เห็นทำอะไรได้สักอย่าง อย่ามาปากเก่งกับชั้นอีกนะ ถ้าไม่มีชั้นแกตายไปตั้งนานแล้ว รู้ไว้ด้วยไอ้เด็กปากหมา!”
เขาไม่เคยรู้สึกเกลียดพี่สาวเท่าวันนี้ เขาโกรธจนหน้าแดง หรือออาจเป็นเพราะกำลังจะร้องไห้
เขาเงื้อมือขึ้น หมายจะฟาดลงที่หน้าขาพี่สาว แต่ถูกเธอหยุดไว้ได้
ทันทีที่ข้อมือเรียวเล็ก-
ราวกระดูกถูกหุ้มด้วยหนังของน้องชายอยู่ในมือเธอ ความเกรี้ยวโกรธแปรเปลี่ยนเป็นน้ำตาแห่งความสลดสงสาร
ภาพหญิงสาวกำแขนเด็กชายตัวเล็กๆกับการร้องไห้นิ่งนาน บนเก้าอี้ชานชาลาสถานีรถไฟเก่ายังคงอยู่
เสมือนแผลเป็น
ติดตรึงในจิตใจอย่างไม่แยแสต่อการล่วงผ่านของเวลา
…………………………………………………………………………...
หลังจากวันนั้น เขาและพี่สาวก็ไม่ได้ติดต่อที่บ้านอีกเลย
เด็กสองคนเริ่มต้นชีวิตในเมือง ด้วยการอาศัยทางเดินฟุตบาทและร่มเงาผ้าใบตึกแถวบริเวณชานเมือง เพื่อกินอยู่หลับนอนได้ระยะหนึ่ง
ก่อนจะได้พบบ้านสังกะสีรกร้างไม่สมประกอบ ย่านสลัมใต้ทางด่วนกรุงเทพดินแดง
ช่วงแรกสองพี่น้องต้องทนกลิ่นเหม็นเน่าประหลาด
จาก(สังกะสีกั้นสูงสามด้าน หลังบ้านที่คิดว่าน่าจะเป็น)ห้องน้ำ
กว่าจะได้รู้ว่าห้องที่ถูกโซ่คล้องไว้แน่นหนานั้น มีศพเจ้าบ้านคนก่อนตายอืดอยู่ ก็ผ่านไปสองเดือนพอดี
คนแถวนั้นพูดกันว่าชายน่าอนาถคนนี้ เป็นพวกขี้เหล้า
หนีหนี้เค้ามาเรื่อย แล้วสุดท้ายก็คงต้องมาตายเพราะสาเหตุนั้น
เขากับพี่สาวไม่คิดจะหาที่อยู่ใหม่ เพราะรู้ว่าดีว่าที่ซุกหัวนอนไม่ได้หากันง่ายๆ กลับดีขึ้นด้วยซ้ำที่ไม่ต้องทนกลิ่นชวนคลื่นไส้อีกต่อไป ทั้งยังได้ข้าวปลาอาหารจากเพื่อนบ้านในละแวกด้วย
แต่กระนั้นก็ใช่ว่าจะได้อิ่มท้องกว่าตอนอยู่บ้านที่จากมา ไม่นานผู้เป็นพี่สาวจึงออกตระเวนหางานทำ
ความทรงจำสุดท้ายในวัยเด็กของเขาจบลงที่นั่น
………………………………………………………………….
ผ่านมาหลายปี จนเขาอายุได้ยี่สิบสี่ พี่สาวหายตัวไปจากบ้านซอมซ่อและจากชีวิตของเขา เมื่อเจ็ดปีที่แล้ว
ส่วนเขายังคงอาศัยอยู่ในบ้านหลังนั้นเหมือนเดิม มันแข็งแรงขึ้นด้วยโครงไม้ที่เขาเอามาค้ำมุมแบบหยาบๆ ซึ่งก็ไม่ได้ทำให้บ้านน่าอยู่ขึ้นเลย
อย่างไรก็ดี เขาไม่มีเวลามาสนใจทนดูความทุเรศทุรัง
ของสิ่งที่เขาเรียกว่าบ้านสักเท่าไหร่เหมือนกัน เพราะเขามีงานอันหนักหน่วงตลอดทั้งวันรออยู่
ช่วงเช้าที่ตลาด หน้าที่ของเขาคือขนหมูที่ถูกแล่เอาเครื่องในออกแล้วไปส่ง
ถึงเขียงขายหมู
ช่วงบ่ายถึงค่ำทำงานก่อสร้าง ซึ่งไม่ต่างกับงานช่วงเช้าเท่าไหร่
ชายหนุ่มไร้ความรู้อย่างเขาคงเหมาะกับงานแบกหามที่สุดแล้ว น้ำหนักที่เขาต้องเทียวรับเทียวส่งด้วยพื้นที่บนบ่าในแต่ละวันนั้น มากพอที่จะทำให้เขามีอาการปวดกล้ามเนื้อช่วงหลัง และไหล่ตั้งแต่อายุสิบห้าสิบหก
เขาทำงานยากลำบากซ้ำซากโดยไม่พึ่งใครมาตลอด หลังจากพี่สาวได้หายตัวไป (อันที่จริงเขาเรื่มทำงาน-
มาก่อนหน้านั้นแล้ว
แต่พอเธอไป เขาก็ต้องทำงานให้หนักกว่าเดิมเพื่อเลี้ยงชีพ)
ทุกคืนก่อนนอน
เขาไม่เคยลืมที่จะขอให้มีอะไรสักอย่าง
มาเปลี่ยนแปลงชีวิตอันน่าสมเพช ให้ต่างไปจากเดิมเสียที
และคงเป็นความผิดของเขาเอง ที่ไม่เคยระบุให้ชัดเจนว่าอยากให้มันเปลี่ยนไปแบบไหน
เขาจึงได้พบกับเธอ
…………………………………………………………………
เธอนั่งอยู่บนทางเดินไม้แคบๆหน้าบ้าน ตอนเขากลับจากงานกะค่ำในคืนหนึ่ง
อายุของเธอน่าจะประมาณสามหรือสี่ขวบ
จากการคาดเดาของเขา
ไม่มีอะไรชัดเจนเกี่ยวกับรายละเอียดของเธอ
นอกจากขาซ้ายที่ลีบเล็ก กับนัยย์ตาเหม่อลอยไร้เดียงสา และลำตัวที่เอียงโย้ไปมา ซ้ายทีขวาทีสลับกันตลอดเวลา
เขาเดินไปไกล้เธอ
“หนูมานั่งทำอะไรตรงนี้ ดึกๆดื่นๆไม่กลับบ้านหรือไง”
คำถามของเขาไม่สามารถลุกล้ำเข้าไปในโลกส่วนตัวของเด็กหญิงได้แม้แต่น้อย ความใกล้ที่มากขึ้นทำให้เขารู้สึกวิตก
หน้าตาของเธอช่างคล้ายใครคนหนึ่งที่ทิ้งเขาไปเมื่อเจ็ดปีก่อน ในมือของเด็กหญิงมีกระดาษยับๆแผ่นหนึ่ง
เขารับรู้ได้ โดยไม่ยากว่ามันอาจเป็นจดหมายถึงเขา
เขาเอื้อมมือจับแขนที่เคลื่อนไหวตลอดเวลาของเด็กหญิงให้หยุด
เพื่อคว้าเอากระดาษ
อุ้มเธอขึ้นนั่งบนแขนที่เหนื่อยล้า
เปรอะเปื้อนไปด้วยความลำบาก ปนเปเหงื่อไคลที่สะสมมาทั้งวัน
เขาเดินไปที่บ้านข้างๆ เคาะประตูเสียงดังสองสามครั้ง ได้ยินเสียงเจ้าของบ้านลุกเดินมาที่ประตู
เขาพูดสวนไปว่า
“ ผมเองครับลุงจ่า ลุงช่วยอ่านไอ้นี่ให้ผมฟังหน่อยสิ ”
ชายวัยกลางคนเปิดประตูไม้โทรมไม่ต่างจากตัวบ้าน ด้วยอารมณ์รำคาญ เพราะถูกรบกวนเวลาหลับ
“อะไรของเอ็งว่ะ ห้าหกทุ่มไม่หลับไม่นอน เที่ยวมาเคาะประตู เรียกคนกำลังเคลิ้มออกมาเนี่ย แล้วเอ็ ...”
ชายผู้ถูกเรียกว่าลุงจ่าหยุดคำบ่นของตนเมื่อเห็นเด็กหญิง
แปลกหน้าในอ้อมอุ้มของเขา
“เฮ่ย เอ็ง...อย่าบอกนะว่าเอ็งจับยัยเด็กนี่มาเรียกค่าไถ่
พิกลพิการแบบนี้จะเรียกได้สักกี่ตังค์วะ ทำไ...”
“หยุดก่อนน่าลุง ชั้นมาหาลุงก็เพราะเรื่องนี้แหล่ะ ลุงอ่านนี่ให้ชั้นฟังหน่อยเถอะ ”
เขายื่นกระดาษในมือให้
“จะได้ไม่ต้องมานั่งเดาให้เสียเรื่องแบบนี้ ”
เขารู้ว่าลุงแกอ่านหนังสือได้
เพราะเคยเห็นแกอ่านหนังสือพิมพ์ด้วยเสียงอันดังบ่อยๆ เขาเองก็ไม่เข้าใจว่าคนที่ซุกซ่อนอาศัยชีวิต
ในที่แบบนี้เพื่อยังชีพ จะอ่านหนังสือพิมพ์ไปทำไม กระทั่งว่าจะอ่านหนังสือเป็นเพื่ออะไร
ชายวัยกลางคนคว้าเอากระดาษไป แต่สายตายังคงจับจ้องที่หน้าชายหนุ่ม อย่างไม่ปิดบังความรู้สึกสงสัย และความไม่พอใจปนอยู่ในที
“ อ่านให้ชั้นฟังหน่อยน่า ลุง ”
“ก็ได้วะ”
ลุงจ่าลดสายตาลงมองข้อความในมือ แล้วอ่านออกเสียงดังกระท่อนกระแท่น
“น้อย...พี่ขอฝากลูกไว้กับแกสักพักนะ ตอนนี้พี่เลี้ยงมันไม่ได้จริงๆ ต้องทำงานตลอดไม่มีเวลาดูแล แล้วจะส่งเงินไปให้ ...
อะไรวะ? นี่มันจากอีหน่อยเหรอ
…แม่งเอ้ยกูว่าแล้ว!!!
ไม่ว่ากระหรี่หน้าไหนมันก็ต้องเจอปัญหานี้กันทั้งนั้น แม่งโดนทุกวันวันละหลายดอก สุดท้ายก็ต้องพลาดท่าเข้าจนได้ อีพวกนี้น้า ขายตัวทั้งที เสือกไม่รู้จักป้องกัน เวรจริ...” /
“พอเถอะลุง!” เขาตวาด
ลุงจ่าสะดุ้ง หน้าเจื่อนด้วยรู้สึกผิด
“ขอบคุณที่ช่วย!” เขาขอบคุณด้วยเสียงแข็งกร้าว โดยไม่คิดที่จะปรับระดับลง
เขาหันหลัง เดินกลับไปที่บ้านของตน ยังทันได้ยินเสียงลุงจ่าบ่นอุบอิบ
“ อะไรวะ ...ก็ที่กูพูดมันจริงรึป่าวเล่า”
เขารู้สึกผิดที่ไปตะคอกใส่ลุงแกแบบนั้น เขาคิดว่าไม่น่าไปหาแกเลย
ที่จริงก็รู้แต่แรกแล้ว ว่าอะไรเป็นอะไร
ก็ตั้งแต่ได้เห็นหน้าเธอในแสงไฟสลัวๆนั่นไง
ไอ้แสงจากหลอดไฟบ้าๆนี่ มันไม่เคยทำให้เขา
ได้รู้สึกสว่างไสวตามหน้าที่ของมันเลยสักครั้ง มันคือแสงสีซีดแห่งความหดหู่ที่เขาต้องกลับมาเจอทุกคืน
โดยเฉพาะคืนนี้ กับอีกหนึ่งความรับผิดชอบต่อชีวิตที่เขาต้องยอมรับ
และแบกไว้บนบ่าอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้
………………………………………………………………..
ภาระจากพี่สาวที่ยัดเยียดให้ สร้างความลำบากกว่าที่คิดไว้มากนัก
ลำพังตัวเขาคนเดียวก็แทบจะอยู่ไม่ได้กับค่าแรงน้อยนิด
เมื่อแรกที่เอาเธอมาอยู่ด้วยนั้น
เขายังพอใช้เวลาแบบเดิมได้
คือทำงานตั้งแต่ตีสามครึ่งถึงสองทุ่ม โดยไม่ต้องกังวลเกี่ยวกับเธอ เพราะป้าแย้มข้างบ้านรับปากดูแลเเด็กหญิงให้
แต่หลังจากนั้นไม่นานแกกับเด็กเกือบถูกไฟคลอกตายในบ้าน ป้าแกเล่าว่าตอนนั้นแกหลับอยู่
สะลึมสะลือได้กลิ่นควันไฟจึงสะดุ้งตื่นขึ้น เห็นเด็กหญิงกำลังใช้ถ่านทั้งถุง จุดไฟกับพื้นบ้านซึ่งเป็นไม้ แกมองอะไรไม่เห็น แสบตาและสำลักเพราะควันไฟ พยายามตะโกนเรียกคนช่วย โชคดีที่วันนั้นคนในละแวกอยู่กับบ้านกันเกือบทุกหลัง นอกจากเขาที่ต้องออกไปทำงานไม่เว้นวันหยุด
เหตุการณ์นั้นทำให้เขาไม่กล้า และไม่อยากฝากเด็กหญิงให้ใครดูแล
เขาคงต้องรับผิดชอบเธอเอง ก่อนที่จะเกิดเรื่องร้ายแรงกว่านี้ จึงขอย้ายกะและเพิ่มเวลางานในช่วงกลางคืน ให้ตรงกับเวลานอนของเด็กหญิง
เขาคิดถึงพี่สาวขึ้นมา ไม่แน่ใจว่าเพราะเป็นห่วง หรือรู้สึกโกรธเธอ ที่ยกหน้าที่อันหนักอึ้ง ซึ่งเขาไม่สมควรต้องรับผิดชอบมาให้กันแน่
เขาคิดถึงบ้าน ...หลายปีมาแล้ว ตอนนี้พ่อกับแม่เป็นยังไงบ้างก็ไม่รู้ เขาหันไปมองเด็กหญิง เธอยังคงเคลื่อนไหว โดยไร้ซึ่งความหมายอยู่ตลอดเวลา
……………………………………………………………….
ร่างกายและจิตใจของเขาทรุดโทรมลงรวดเร็วอย่างเห็นได้ชัด ตรงข้ามกับเธอที่โตขึ้นมากในช่วงสองปี
แต่นอกจากร่างกายแล้ว เธอยังคงเหมือนเดิมทุกอย่าง ท่วงท่าพิกลพิการและสายตาเหม่อลอย
ไม่เคยเปลี่ยนจากตอนที่เขาพบเธอครั้งแรก
บางครั้ง เขาคิดขึ้นมาว่าตัวเองหวังอะไรจากการเลี้ยงดูเด็กคนนี้ (นอกเหนือจากความจริงอันไร้ทางเลือก-
มันคือความจำเป็นของพี่สาว ผู้ซึ่งไม่อาจบอกได้
ว่าตอนนี้ยังมีชีวิตอยู่ หรือตายไปแล้ว)
ถ้าวันนึงเขาต้องมีลูก ความรู้สึกจะเป็นอย่างไรกัน คงจะไม่ต่างไปจากนี้สักเท่าไหร่
ชีวิตโดดเดี่ยวในบ้านซ่อมซ่อเปลี่ยนไปก็เพราะเธอ เด็กหญิงพิการ(ซึ่งตอนนี้อายุได้ห้าขวบกว่าแล้ว) ทำให้เขาไม่ต้องนอนคนเดียวในความมืดเหมือนเมื่อก่อน
เขาน่าจะดีใจที่เป็นอย่างนั้น แต่ยังทำได้ไม่เต็มที่
เพราะสิ่งที่เธอแสดงออกนั้นมันต่างจากเด็กทั่วไปในวัยนี้
ถึงเขาจะไม่เคยอยู่กับเด็กมาก่อนแต่ก็พอรู้ ว่าปกติเด็กจะพูดเยอะ ส่งเสียงเจี๊ยวจ๊าวได้ทั้งวันไม่รู้จักเหน็ดจักเหนื่อย
เขาเคยเห็นรอยยิ้มไร้เดียงสา และเคยได้ยินโทนเสียงแหลมๆสดใส จากลูกสาวตัวเล็กของเพื่อนร่วมงาน
เคยเห็นการแสดงความรัก ที่น่าชื่นใจต่อกัน
เขาอยากให้เธอกอดเขา หอมแก้มเขา เหมือนที่เพื่อนคนนี้ได้รับจากลูกๆ
ซึ่งเขาก็รู้ดี ว่ามันเป็นไปไม่ได้ที่เธอจะทำ
เธอผู้ไม่เคยแม่แต่จะส่งเสียงใดๆ ไหนจะมือไม้ร่างกายที่โยกไหวตลอดเวลานั้นเล่า มันทำให้เขารู้สึกเจ็บปวดเหมือนถูกทำร้าย ในทุกท่วงทีจากการเคลื่อนไหวของเธอ
แขนที่ป่ายไปมาในอากาศ ดูคล้ายกับการโบกมือเพื่อลาจากเป็นครั้งสุดท้าย
ไม่ว่าพ่อแม่ที่ไม่รู้ว่าตอนนี้จะเป็นตายร้ายดีอย่างไรบ้าง พี่สาวที่ทิ้งเขาไปโดยไม่มีทีท่าว่าต้องการจะกลับมาหา
แล้วเธอล่ะ…
สายเลือดสุดท้ายที่เขายังเห็นเป็นตัวเป็นตน เธอซึ่งเป็นสัญลักษ์แห่งการลาจาก เด็กหญิงพิการวัยห้าปีที่เขาไม่สามารถรับรู้ได้เลย
ว่าเธอมีตัวตนอยู่ ณที่แห่งไหน
แล้วที่นั่น เธอมีเขาเคียงข้างคอยดูแลหรือเปล่า
เขากลัว เมื่อรู้สึกว่าความรักและความพยายามในทุกๆวัน
อันแสนยากลำบาก ถูกถมแทนเททิ้งด้วยความว่างเปล่า
ในดวงตาคู่เล็กของเด็กหญิง
เธอไม่เคยรู้เลย ว่าเขาต้องขืนข่มทนความกดดันอันหนักหนา ด้วยสำนึกรับผิดชอบต่อเธอ ที่ต้องแบกรับไว้เพียงลำพัง
เขาเหนื่อย ท้อแท้ และสิ้นหวังเกินกว่าใครจะรู้ เขาอยากหนีทุกสิ่งทุกอย่างไปให้พ้น
หนีจากความรัก ความพยายามที่ไร้ค่าของตัวเอง เขาอยากให้มันหายไป เหมือนกับหยดเหงื่อชุ่มของเขา
ที่ตกลง และแตกกระจายบนดินฝุ่นในตอนบ่ายอันร้อนระอุ และระเหยหายไปในเวลาเพียงชั่วครู่
……
เขาอยากให้เธอ –
…………………………………………………………….
ความทุกข์และปัญหาสามัคคีกัน
ถาโถมทำลายชีวิตเขาทุกทาง เท่าที่มันจะทำได้
ร่างกายกบฏไม่ยอมให้เขาใช้งานอย่างใจคิดเหมือนก่อนอีกต่อไป
ทุกคืนต้องพยายามข่มตาให้หลับ เพื่อหนีความเจ็บปวดทรมานบริเวณหลังและช่วงบ่า ร้อนร้าวราวกับแบกนรกเอาไว้ยังไงยังงั้น
เป็นผลให้ความสามารถในการทำงานลดลง สวนทางกับรายจ่ายที่มากขึ้น สำหรับเลี้ยงดูเด็กหญิง
ไม่น่าเชื่อว่าอาชีพแบกหามสามารถสร้างความเสียหายแก่ร่างกาย ในระดับที่เรียกว่าย่อยยับภายในเวลาเพียงไม่กี่ปี
เขารู้ตัวดี
ว่าบ่าที่เคยแบกของได้เกินกว่าสี่สิบกิโลใกล้ถึงขีดจำกัดแล้ว หวั่นใจว่าจะทนทำต่อไปได้อีกกี่นาน
และมันก็ไม่นานอย่างที่คิด เพราะเขาถูกไล่ออกเสียก่อน
หัวหน้าคนงานเรียกเขาไปคุย หลังจากเลิกกะในคืนหนึ่ง
“ เอ็งไปพักเถอะ ร่างกายดีขึ้นเมื่อไหร่ ค่อยว่ากันอีกที เดินเหินยังเหมือนศพแบบนี้ ขืนยังมาทำ
งานต่อ เอ็งจะได้เป็นศพไปจริงๆซะฉิบ ”
“ อย่าพูดอย่างงั้นสิหัวหน้า ผมยังไหวนะครับ ผมไม่อยากพั...”
“เอ๊ะ! เอ็งนี่พูดไม่รู้เรื่องเหรอวะ ที่ข้าเอาเอ็งออกเพราะเป็นห่วงหรอกนะโว้ย
ถ้าเป็นอะไรขึ้นมา ใครจะเลี้ยงลูกให้พี่เอ็งวะ ไป!กลับบ้านไปดูแลหลานซะบ้าง ”
เขาพูดอะไรไม่ออก
ในหัวนึกภาพเด็กหญิงพิการนั่งเอียงซ้ายทีขวาที ในบ้านสังกะสีผุๆ เพราะคำพูดของหัวหน้า
เขาหันหลังกลับพลางสบถในใจ
‘เป็นห่วง...ถุย! แม่งก็รู้ว่าถ้ากูไม่ได้ทำงานที่นี่ต่อ ก็ต้องอดตายกันทั้งกูทั้งเด็ก
ห่าเอ้ย!! จะฆ่ากันทางอ้อมทั้งที
ยังเสือกพูดเอาดีเข้าตัวได้อีก จัญไรแท้ๆ!’
เขารู้สึกเจ็บแปลบขึ้นที่บ่า
ความปวดล่วงลึกพาเอาอนาคตมืดมนไร้ทิศทางมาด้วยทุกครั้งไป
ในความสิ้นหวังอันดำดิ่งปราจากที่ยึดเหนี่ยวนั้น
เขาเห็นหน้าเธอ…
เธอคนเดียวที่ยังคงเวียนแหวกว่ายอยู่ในน้ำคลำอันมืดดำ
แห่งชีวิตของเขาไปชั่วนิรันดิ์
และวินาทีนั้น เขาก็ได้พบทางออกที่มีเพียงหนึ่งเดียว
...เธอ
ตีหนึ่งแล้ว เขายังไม่คิดจะกลับบ้าน
อาจเพราะเสียงาน
อาจเพราะความสิ้นหวังที่เขยิบใกล้เข้ามามากขึ้น หรือเป็นเพราะเธอกันแน่
อย่างไรก็ดี เขาบอกกับตัวเองว่ายังกลับไม่ได้ อยากเดินเรื่อยเปื่อยไปตามฟุตบาท พร้อมกับสาโทสองขวดในมืออีกสักพัก
“แล้วใครจะดูแลเธอล่ะ”
ไม่วายต้องนึกถึงเธอขึ้นมาอีก
“คงมีคนแถวนั้นดูให้แล้วมั้ง”
“ไม่จริง! แกก็รู้ว่าคนละแวกนั้นหลับกันหมดแล้วตั้งแต่หัวค่ำ
ไม่มีใครดูแลเธอหรอก”
“ มีสิวะ! ก็ป้าแย้มไง แกหลับดึกไม่เหมือนบ้านอื่น
ป่านนี้คงเอาข้าวให้เธอกินอิ่มเรียบร้อย จนร่วงหลับไปแล้ว”
ช่วงเวลาว้าวุ่นของคืนวันเสาร์เรียกสติเขากลับจากความฟุ้งซ่าน ริมถนนพลุกพล่านด้วนคนทำงาน ที่ต้องการผ่อนคลายร่างกายและจิตใจ เพื่อเตรียมตัวรับมือกับความโหดร้าย ในนามธรรมสมมุติที่เรียกกันว่าวันจันทร์
ริมฟุตบาทถนนเต็มไปด้วยแสงสีมากมาย ร้านข้าวต้มโต้รุ่งตะโกนโช้งเช้งสั่งอาหารต่อให้ในครัวจัดการ
ชายหญิงต่างอาชีพ ต่างอายุ ต่างความคิด มากหน้าหลายตา เดินย่ำทางเท้านี้อย่างอึกทึก ราวกับต้องการให้มันพังถล่มลงสู่นรกเบื้องล่าง
บางครั้งเสียงเครื่องและเสียงแตรรถยนต์แผดลั่น โดยไม่มีใครสนใจจะรำคาญ
คงเหมือนกับเขา
นี่คือช่วงเวลาไม่นาน
ที่เปิดโอกาสให้คนทำงานหามรุ่งหามค่ำเหน็ดเหนื่อย ได้พักผ่อนในรูปแบบต่างๆ
ให้รู้สึกว่าตนสามารถหนีพ้นจากความยากลำบากซ้ำซาก
ของการงาน
จากปัญหามากมายที่สร้างความสับสนวุ่นวายในชีวิตคนเมือง โดย(แทบจะ)ทุกคนก็รู้
ว่าเหตุการณ์ร้ายแรงยังคงรอคอยอย่างใจจดใจจ่อ ให้ถึงเวลาที่มันจะได้ล่วงล้ำเข้ามาอีกครา ซ้ำแล้วซ้ำเล่า วนเวียนไม่รู้จบ จนจวบวาระสุดท้าย
แต่ยังไม่สิ้นสุดลงเพียงเท่านั้น
มันจะถูกโอนให้ผู้สนิทสนมรอบข้าง เหมือนหนี้สินหนักหน่วงสาหัส ที่ไม่รู้ว่าเคยได้ไปหบิบยืมจากที่ใด
เขาสาวเท้าเดินต่อไป บนทางเท้าอันร้อนรุ่มระอุ
ราวเพลิงโลกันต์ซึ่งแผดเผาจากความรู้สึกของคนนับพันในที่นี้
ภายในใจพลุ่งพล่านกระวนกระวาย ฤทธิ์แอลกอฮอล์จากสาโททำให้สติรับรู้ภายนอกพล่าเลือน แต่ภายในกลับคุกกรุ่น ชัดเจนทุกราย ละเอียด เข้มข้นและแจ่มแจ้ง
เธอ... เธอ... ถ้าไม่เธอสักคน เขาคง –
เขาพาร่างโซเซมาหยุดที่ท้ายรถสองแถว ฝืนหยัดขาก้าวขึ้นบันไดรถที่นิ่งรอผู้โดยสารอยู่
เมื่อคันเร่งถูกเหยียบ จนถึงความเร็วระดับหนึ่ง ลมเย็นชุ่มชื้นจากน้ำค้างกลางคืน พัดตีหน้าหยาบกร้านของเขา
ให้สร่างเมาได้เล็กน้อย สติค่อยๆถูกเรียกกลัมมาอีกครั้ง
ป่านนี้เธอน่าจะหลับไปแล้ว - เขาอยากคิดแบบนั้นเพื่อให้ตัวเองสบายใจ แต่สายลมทำให้เขาต้องผิดหวัง
มันทำหน้าที่ตามธรรมชาติได้สมบูรณ์แบบ เนิ่นนานจากอดีตกาลถึงปัจจุบัน
กลิ่นควันจางๆ ถูกลมหอบหิ้วมาให้อย่างซื่อสัตย์และตรงไปตรงมา ก้อนเนื้อในทรวงอกมีจังหวะเต้นรุนแรง เกินกว่าที่ขนาดเล็กเท่ากำปั้นของมันควรจะเป็น
“จะกลัวอะไรเล่า แกต้องการแบบนี้ไม่ใช่หรือไง”
รถสองแถวชะลอความเร็ว ได้ยินเสียงโหวกเหวกจากกลุ่มคนจำนวนหนึ่ง
ควันไฟสีขาวทึบ ลอยปะปนแทนที่ช่องว่างในอากาศทั่วบริเวณ
ภาพที่เคลื่อนไหวเกิดขึ้นหลังมานควัน ดูล่องลอยไม่ชัดเจน ทำให้เขารู้สึกเหมือนกำลังฝันอยู่
ในความฝันนั้น ลุงจ่าพุ่งพรวดฝ่าควันไฟโขมงออกมา
“อีหนูมันเอาถ่านหุงข้าวของข้าไปตอนไหนก็ไม่รู้ ข้าก็มัวหลับอยู่ สะดุ้งตื่นอีกทีเพราะสำลักควันไฟจากบ้านเอ็งนี่แหล่ะ”
เขายังคงยืนนิ่ง มองดูภาพเหตุการณ์ขาวมัวตรงหน้าด้วยความรู้สึกเบาโหวง แข้งขาอ่อนเหมือนโดนสะกดจิต ทิ้งเข่าสองข้างลงบนทางเดินไม้เหนือน้ำคลำเหม็นอวล
“ดีนะ ไอ้จิ๋มลูกข้ามันกลับมาพอดี ไม่งั้นหลานเอ็งคงถูกไฟคลอกตายไปแล้ว
-แต่ก็อย่างที่เห็นล่ะนะ
กว่าจะเข้าไปช่วยออกมาได้ก็นานพอดู”
ลุงจ่าเปลี่ยนโทนเสียงต่างไปจากเดิม
“ ข้าว่าเด็กมันคง... คงไม่.. เอ่อ”
แกเริ่มพูดจาตะกุกตะกัก
“เอ็งไปหามันเร็วๆเถอะ อยู่ทางโน้นแน่ะ ”
เขาเดินไปตามทิศทางที่ลุงชี้ กลิ่นควันฉุยโชยเข้าจมูกหนักข้อขึ้นเรื่อยๆ
น้ำคลำสีดำเข้ม กระเพื่อมสะท้อนเปลวไฟสีส้มแสบตา เป็นประกายระยับ ราวกับการต้อนรับของทางช้างเผือกอันสุกสว่าง สู่ปลายทางแสนไกลไร้ที่สิ้นสุด
และที่นั่น เธอนอนเหยียดยาวอยู่ ด้วยลมหายใจแผ่วบาง
ร่างกายพิการเต็มไปด้วยบาดแผลพุพอง
กลิ่นเนื้อไหม้ทำให้เขาตัวสั่น มวนท้องอยากอาเจียร
เขาฝืนใจอุ้มเธอขึ้นมา ในลักษณะที่เธอกอดรอบคอเขา และซบหน้าลงบนบ่า
ความเจ็บปวดบนบ่ากระพือโหมแข่งกับเปลวไฟลั่นร้อน เขาพยายามนิ่งเฉย…
เสียงลมหายใจของเธอเบาแรงลงเรื่อยๆ เหมือนกับเสียงปะทุของเปลวไฟ
ที่มอดไหม้ทุกสิ่งทุกจนหมด สาสมแก่ใจแล้วก็มอดดับไป เหลือทิ้งไว้เพียงซากสีดำแห่งความเสียหายเท่านั้น
สุดท้าย เขาก็ไม่เคยได้ยินเธอพูด เสียงของเธอจึงกลายเป็นจินตนาการที่ไม่มีวันกระจ่างได้ชั่วนิรันดิ์
……………………………………………………………
ป้าแย้มคุยให้เขาฟังทีหลัง เกี่ยวกับเหตุการณ์เมื่อคืน แกบอกว่าเอาข้าวให้เด็กหญิงกินอิ่มไปแล้ว
เพราะงั้น เธอคงไม่ได้จุดไฟเพื่อหุงข้าวอย่างที่คนแถวนี้พูดกันหรอก
เขาจึงไม่รู้ว่าเธอจะจุดไฟทำไม
อาจเป็นเพราะกลางคืนที่มืดมิดนั้น
เหน็บหนาวเกินกว่าเด็กหญิงจะทานทน
เธอคงอยากได้แสงสว่าง และความอบอุ่นจากเปลวไฟ เพื่อขับไล่ค่ำคืนอันโหดร้าย
โดยหารู้ไม่ว่าสุดท้ายแล้วมันกลับทรยศต่อลมหายใจ และความต้องการที่พึ่งของเธอ
เปลวไฟนี่ช่างร้ายกาจไม่ต่างกับตัวเขา มันช่างอบอุ่นนุ่มนวลในยามหนึ่ง และสามารถคร่าชีวิตอันน่าสมเพชด้วยเวลาเพียงอึดใจต่อมา
อย่างง่ายดาย
เขารู้สึกเจ็บแปลบบนบ่าขึ้นมาอีกครั้ง แต่ไม่ใช่เพราะอาการปวดกล้ามเนื้อแต่อย่างใด
เขาล้วงมือเข้าไปในคอเสื้อลูบคลำแผล
ซึ่งเกิดจากรอยกัดเล็กๆบริเวณบ่า แล้วเลื่อนมือมาที่ลำคอ กดนวดไปรอบๆ - เมื่อคืน แขนของเธอช่างรัดแน่นจนเจ็บไปหมด และเมื่อได้สัมผัสคอตนเองอย่างถ้วนถี่ เขาจึงรู้ว่าคอของเด็กหญิงเล็กกว่าเขามากนัก
ขนาดโดยรอบกำลังเหมาะมือพอดี
edit @ 2007/04/08 12:58:45