27-02-2012 ค่ำคืนหนึ่ง และนับไปอีกสี่วันหลังจากนั้น

(บทต่อเนื่อง-เดียวกัน กับ "ความอบอ้าวก่อนฝนตกหนัก")

    

     “ไหนมึงบอกกูซิ! ถ้าเป็นมึง มึงจะทำยังไง? มึงจะพูดกับลูกว่ายังไง?”
     ไอ้เกริกถามกึ่งสบถกับผม เหมือนไปทำอะไรให้มันโกรธ
     มันมักเป็นเป็นอย่างนี้เสมอถ้าได้ดื่มกับผม
     หน้าตาเนื้อตัวแดงกล่ำเหมือนมีลูกไฟวิ่งอยู่ในตัวก็ไม่ปาน
     “ไอ้ครูกระจอกเหี้ยนั่นมันจะต้องโดนกูบ้างแล้ว ไอ้สัตว์!!”
     มันสถบออกมาต่อเนื่องโดยไม่รอให้ผมตอบคำถามที่ค้างไว้เมื่อครู่
     คงเพราะแค่อยากระบายมากกว่า เลยเรียกผมมานั่งดื่มกับมัน

     แล้วก็พูดตรงๆนะ ว่าคนประเภทอย่างผมก็คงไม่ค่อยเข้าใจที่มันบ่นหรอก
     ไอ้เรื่องที่ว่าลูกสาววัยประถมของมันมีปัญหาอะไรกับครูที่โรงเรียน
     ก็ผมมีลูกซะที่ไหน อย่าว่างั้นเลย เมียก็ยังไม่มีด้วยซ้ำ

     “แม่งมีสิทธิ์เหี้ยอะไร มาพูดกับลูกกูแบบนั้น!!

     เหี้ย! ถามหาค่าความเป็นคนห่าเหวอะไรจากเด็กสิบขวบกว่าวะ!?”
     เป็นประโยคที่มันพูดมาสามครั้งแล้ว  แต่เพื่อมารยาทของเพื่อนกับเพื่อน
ผมจึงถามกลับไปบ้าง
“สรุปมึงเครียดเพราะมันด่าลูกมึง หรือเพราะมึงไม่รู้จะตอบลูกยังไงกันแน่วะ?”

     “ไอ้เหี้ย!! ใครว่ากูเครียด หยุมหยิมแบบนี้เก็บมาเครียด กุก็ตายพอดี
     ไม่เครียดหรอกโว้ย สไตร์กูเนี่ย!! ฮ่า ฮ่า ฮ่า!”
“เฮ้ย! เบาๆ คนเค้ามองกันทั้งร้านแล้ว!” ผมเตือนมัน
แต่ดูท่ามันจะไม่อาย กลับเป็นผมที่ต้องอายแทน เข้าทำนองใครเมาน้อยกว่า
ก็รับความอายไปมากกว่าอย่างนั้น
    “ถ้าเรื่องแบบนี้ทำให้กูเครียดได้ ก็ไม่ต้องไปทำอะไรกันแล้ว
     มึงรู้มั้ย? อีเหี้ยที่ตอนนี้เหมาเล่นโฆษณาเครื่องสำอางแทบทุกตัวน่ะ?”
“อือๆ จำได้ๆ มันทำไมวะ?” ผมแทรก
     “แม่งแคนเซิ่ลอีเว้นท์ใหญ่กูกลางอากาศเฉยเลย!”
     นั่นไง ….มันเปลี่ยนจากเรื่องลูกสาวมาเรื่องนี้หน้าตาเฉย
     แต่ผมก็จำได้ว่าเป็นอีกเรื่องนึงที่มันพูดซ้ำไปแล้วก่อนหน้านี้
     (ไม่ต้องแปลกใจเลย ที่คนเมานั้นพูดพล่ามได้ทั้งคืน
     ก็เพราะมันพูดวนซ้ำไปซ้ำมาอย่างนี้ไง)
ผมนึกอยู่เดี๋ยวนึงแล้วถามมันว่า “ใช่ที่ชื่อไนซ์อะไรนั่นป่าววะ?”
     “อีเหี้ยนั่นแหล่ะ! ไม่รู้แม่งคิดไง รับงานไปแล้ว จะเบี้ยวกันซะเฉยๆ!”
(ท่าท่างไอ้เกริกคงมาลงที่เรื่องนี้แบบเต็มตัวโดยทิ้งเรื่องลูกสาวไว้ก่อน)
“ก็เห็นว่าดังมากนี่หว่า กุไปไหนก็เห็นแต่หน้าแม่งเต็มบ้านเต็มเมืองไปหมด
จะหยิ่งบ้างก็ธรรมดาม้าง? หรืออยากโก่งค่าตัวเพิ่ม” ผมออกความเห็น
     “ก็ถ้าพูดกันตรงๆแบบนั้นก็ดีสิวะ แต่นี่แม่งเล่นบอกว่ารับงานนี้ไม่ได้

     เพราะอีเว้นท์กูทำลายศักดิ์ศรีลูกผู้หญิงของมันมากไป กูจะบ้า!!”

 

ที่ไอ้เกริกบ่นออกมานี่ทำให้ผมแปลกใจไม่น้อย เพราะกิตติศัพท์ของดาราสาว

ดาวดังคนนี้ก็ไม่ใช่เล่นๆ จึงถามออกไปว่า
“อ้าว? กูเห็นทั้งเพลง ทั้งเอ็มวี แม่งยั่วระยำ เต้นนี่นะ โอ้โห!! เอวนี่
กระหรี่ยังอาย ไม่ใช่เหรอไง?”
     “ก็นั่นสิ!! กูเลยปวดกบาลฉิบหาย!”

“อืม…. แต่อีเว้นท์ใหญ่ของมึงที่ชอบมาเล่าให้กูฟังเนี่ย มันก็แรงอยู่
ใส่แค่บิกินี่ตัวจิ๋วเดียว แล้วมีแต่ไอ้หื่นรวยๆล้อมรอบ แถมยังเมากันอีกน่ะ”

 

ครับ …. อีเว้นท์ใหญ่ที่มันโม้ให้ผมฟังเป็นหลายสิบรอบ ด้วยนิยามว่า-
“สวรรค์ของเหล่าชายกลัดมัน” เพื่อโปรโมทเหล้าแบรนด์ดังยี่ห้อหนึ่ง

     “เมาเหี้ยอะไร!? ไม่มี้~~~ มันพาร์ตี้ระดับ “aquaholy” เชียวนะโว้ย

     ใครจะเมา? มึงพูดน่าเกลียด!  เออ แต่ที่ว่าหื่นน่ะ จัดเต็มไปเลย
     ห่า!! เซ็กส์แอ็พเพียล ขายแดกกันชาตินี้ก็ไม่มีหมดมุก ฮ่าๆๆ!!”

“.…อืม….” ผมตอบได้เท่านี้ เพราะกำลังยกแก้วขึ้นจิบ
หรืออาจเพราะตัวผมเองไม่มีอะไรจะคุยต่อในประเด็นที่ว่า


    เสียงดนตรีแผ่วเข้ามาแทนที่ระหว่างเราหลังจากนั้น

ไอ้เกริกวางแก้วลงหลังยกขึ้นดื่มรวดเดียว

กังวาลใสของแก้วกับโต๊ะกระจกกระทบกัน เรียกสายตาผมให้มองตาม
แล้วบังเอิญเหลือบขึ้นเล็กน้อยไปเห็นสีหน้าเหม่อลอยของเพื่อน
วูบหนึ่งผมเห็นนัยย์ตาของไอ้เกริกดูเศร้า แต่ไม่อยากยืนยัน
เพราะคงไม่ใช่คนอย่างมัน
ชีวิตของคนประเภทไอ้เกริกมีทุกอย่าง ยกเว้นความเศร้า
และคงเพราะผมเองก็อาจเริ่มเมาจนเห็นอะไรพร่าเลือนหลอกตาก็เป็นได้

     “เฮ้ย! น้อง เก็บตังค์เลย  - ไอ้หมีโว้ย!! มา! กูเลี้ยงเอง”
     อย่างไม่ทันตั้งตัว ไอ้เกริกกล่าวจบค่ำคืนนี้ พร้อมอาสาจ่ายบิล
ผมปฎิเสธ “อะไรวะ? ไม่เอาๆ กินด้วยกันก็จ่ายด้วยกัน”
     “โฮ่! รวยขึ้นมาบ้างแล้วใช่มั้ยเนี่ยมึง?

     ติวเตอร์หมีเจ้าของแอ็พพลายด์ฟิสิกส์!!”
“เหี้ย! ไม่ใช่แล้วโว้ย! แฮปเป้นแมตส์ต่างหาก! และก็เลข ไม่ใช่ฟิสิกส์!”
     “เออๆ นั่นแหล่ะ ไอ้เหี้ยครูหมี   …..เออ นี่  มึงก็เป็นครูนี่หว่า?
     มึงน่าจะพอรู้จักไอ้ครูเหี้ยที่กูเล่าให้ฟังว่ามันด่าลูกกูป่าววะ?

     ชื่อครูชัด หรือชิด หรือเหี้ยอะไรนี่แหล่ะ”
 “ ….นึกไม่ออกว่ะ  ไม่น่าจะรู้จักหรอก

ครูทั้งประเทศไม่ได้มีแค่สิบยี่สิบคนนี่หว่า”

     “เออๆ ช่างแม่งเหอะ ของแบบนี้ฝากกันไปก็ไม่ได้เรื่อง
     ไว้กูไปเตะปากแม่งถึงที่โรงเรียนเองเลยดีกว่า!”
“เฮ้ยๆ ใจเย็นมึง  ยังไงขับรถกลับดีๆโว้ย”

 

…… แล้วผมกับไอ้เกริกก็แยกย้ายกันไปในคืนนั้น …..

 

 

 

 

หลายวันถัดมา

 

 

เสียงโทรศัพท์ดังขึ้นกลางดึก  ผมงัวเงียขึ้นมารับสาย
     “ไอ้เหี้ยหมี!! ฉิบหายแล้ว!”

“…. อะไรวะ?....” ผมหงุดหงิดที่ถูกปลุกให้ตื่นตอนตี 3
แล้วตามมาด้วยความรู้สึกแปลกใจ

-ไอ้ตั้ม- เพื่อนที่ไม่ได้เจอได้คุยกันมานานเป็นปีๆ โทร.มาทำไมกลางดึก
ด้วยน้ำเสียงระรัว
     “ไอ้เกริกโดนแทง! อยู่ห้องฉุกเฉินโว้ย!!”
“ห่ะ?!” ผมตกใจ …แต่ไม่ค่อยแปลกใจ กับเรื่องที่ไอ้ตั้มบอก
“ใครแทงมันวะ?”
     “ครู!! ครูชื่อเหี้ยอะไรสักอย่างนี่แหล่ะ กูก็จำชื่อไม่ได้”
ผมเริ่มตาสว่างและปะติดปะต่อเรื่องราวได้

“ทำอีท่าไหนถึงขั้นต้องแทงกันเอาตายวะ?”

     “กูก็ไม่รู้ เมียมันโทรบอก แล้วกูก็รีบมาที่โรง’บาลเนี่ย -

     …. แล้วมึงจะถึงเมื่อไหร่วะ? โรง’บาลสินแพทย์รามอินทรา กม.8 น่ะ”

“เฮ้ย..…ไกลกูมากเลย รอเช้าก่อนดีกว่ามั้ง?          

     “ไอ้เหี้ยหมี!! เพื่อนจะตายอยู่แล้ว มึงยังจะนอนต่ออีกเหรอวะ!?

     ไกลยังไงก็ต้องมาโว้ย!!”

“มันจะตายหรือไม่ตาย กูไปแล้วจะเปลี่ยนอะไรได้รึไง?

ขับออกไปง่วงๆอย่างงี้ กูนี่แหละที่จะตาย”

     “สัตว์เอ้ย!! มึงนี่เหี้ยเหมือนเดิม น้ำจิตน้ำใจมึงแม่ง!......”

“เออๆ…. ยังไงกูฝากดูมันด้วยพรุ่งนี้เช้ากูเข้าไป”

 

ไอ้ตั้มกดวางสายก่อนที่ผมจะพูดจบประโยค

 

 

 

 

……………………………………………………………..

 

“เกริกพล วัฒนะวงศ์ ครับ” ผมป้องปากหาวหลังพูดจบ

     ประชาสัมพันธ์หลังเคาเตอร์คีย์ข้อมูลก๊อกแก๊ก ก่อนตอบกลับว่า
     “ชั้น 4 ห้อง 2171 ค่ะ”

“ขอบคุณครับ” ผมเดินตรงไปที่ลิฟท์ มองดูนาฬิกาข้อมือ ยังไม่เจ็ดโมงเช้าดี

 

     “มาจนได้นะมึง….” ไอ้ตั้มทักทายผมอย่างไม่ค่อยรับแขก

จากนั้นผมก็ถามอาการไอ้เกริกจากมัน ได้คำตอบว่าไม่น่าเป็นห่วงเท่าไหร่

เพราะมีดไม่โดนจุดสำคัญ เราจึงคุยถึงเรื่องคนแทง

“กูน่าจะพอรู้ว่าครูนั่นเป็นใคร”

     “ใครวะ!?”

“ก็คงครูของโรงเรียนที่ลูกมันเรียนอยู่น่ะ เห็นว่าพูดจาหมาๆ กว่าครูทั่วไปพูด

ไปด่าลูกมันเข้า เรื่องอะไรกูจำไม่ค่อยได้ แต่ดูตัวพ่อจะเจ็บแสบมากกว่าลูกซะอีก”

     “… คือ ไอ้เกริกเลยไปเล่นมันคืน?”

“น่าจะใช่ เห็นพูดๆ ว่าจะไปจัดคืนให้ถึงโรงเรียน”

     “เฮ้ย. นั่น …เมียมันกลับมาแล้ว”

     ตั้มพูดถึงภรรยาของเกริกที่เปิดประตูเข้ามาในห้อง

     กระเป๋าใบตุงที่เธอหิ้ว พอจะบอกได้ว่าเธอกลับไปเอาเสื้อผ้า
     เพื่อมาอยู่เฝ้าผู้เป็นสามี

 

     เราทักทายกันพูดคุยเรื่องอาการของไอ้เกริก จากนั้นก็ถามถึงเหตุการณ์

ที่เกิดขึ้นและคู่อริ  ได้ความว่าครูชัดคนนี้เป็นคนลงมือแทงจริง

เหตุเพราะไอ้เกริกไปอาละวาด, ต่อว่า และข่มขู่ถึงโรงเรียน โดยที่อีกฝ่าย(ครูชัด)

ไม่สามารถสู้รบปรบมืออะไรได้ เพราะหน้าตาทางสังคมของไอ้เกริกอันเป็นที่รู้จัก

ของคนกว่าค่อนประเทศ รวมถึงคณะครูทุกคน และผอ.โรงเรียน
ซึ่งเป็นผลให้ครูชัดถูกรุมประนามอย่างหนัก  กระทั่งผอ.พูดไว้ว่า ให้พักงานไปก่อน
เพื่อทบทวนตัวเองเรื่องการลาออกจากโรงเรียนนี้เสีย
     เหตุนี้เอง ฝ่ายครูชัดคงเก็บเอาไปเจ็บแค้นหนัก

แล้วพอตกค่ำ ก็ตามไปที่ร้านที่ไอ้เกริกนั่งดื่มประจำ เพื่อแทงด้วยมีดซะให้หายแค้น

 

     ผมกับไอ้ตั้มตกลงกันว่าจะไปโรงพัก ดูหน้าไอ้ครูโหดมือมีดซักหน่อย

     และจะได้ไปส่งเมียไอ้เกริกทำเรื่องที่โรงพักด้วย

     แต่ผมต้องขอตัวออกไปที่สถาบันเพื่อเคลียร์งานบางอย่างก่อน
     แล้วนัดเจอกันที่โรงพักอีกทีช่วงบ่ายๆ เย็นๆ

 

 

 

 

     4โมงเย็น ผมอยู่ที่ลานจอดรถของโรงพัก กดโทรศัพท์หาไอ้ตั้ม
     “~~~ ทุกคนเต้นกัน ทำอะไรมันส์ๆ let’s shake your world!! ~~~”

     - ไอ้เพลงนี้อีกแล้ว ไม่ว่าที่ไหนก็เป็นต้องได้ยิน แม้กระทั่งเสียรอสายของไอ้ตั้ม

     …. ผมนึกถึงท่าเต้นของนักร้องสาว ที่กำลังดังเป็นพลุแตก

     (คนนี้แหละที่ชื่อไนซ์ ดาวดังที่เพิ่งปฏิเสธอีเว้นท์ใหญ่ของไอ้เกริกไป)
     “อยู่ไหนแล้วมึง?” ไอ้ตั้มถามทันทีหลังรับสาย

“กูถึงแล้ว มึงล่ะอยู่ไหน” ผมตอบ

     “กูนั่งแดกเบียร์รอมึงอยู่ร้านใกล้ๆ โรงพักนี่แหละ เออเดี๋ยวรีบเข้าไป”

ไอ้ตั้มพูดจบ ผมก็วางสายแล้วเดินหลบแดดเข้าไปในตัวอาคารโรงพัก

และนั่งลงบริเวณที่รับแขกด้วยความรู้สึกประหลาดเล็กน้อย

(ก็โรงพักไม่ใช่สถานที่ ที่คนทั่วไปจะได้เข้าออกกันบ่อยซะเมื่อไหร่?)

 

     ผมเริ่มมองไปรอบๆ ด้วยความสนอกสนใจ แล้วก็ไปหยุดสายตาลง

ที่ชายวัยกลางคนผู้หนึ่ง ซึ่งถูกกุญแจมือล่ามเอาไว้ ในความหมายที่ชัดเจน

ว่าเป็นคนร้ายคดีอะไรซักอย่าง

     เขานั่งหันหลังให้กับทิศที่ผมอยู่ โดยอีกฟากหนึ่งของเขาและโต๊ะไม้ตรงหน้า

คือเจ้าหน้าที่ในเครื่องแบบ ผู้ซึ่งขยับปากพูดด้วยสีหน้าเอาเรื่องอยู่ตลอดเวลา

ต่างกับเขา ที่ก้มหน้าลงนิ่งไม่ไหวติงอย่างชัดเจนว่าไม่ใส่ใจ

และไม่ต้องการจะสนทนาด้วย

 

แว้บนึงนั้นไม่รู้ว่าด้วยเหตุผลกลใด  เหมือนเขาจะรู้สึกตัวว่ามีสายตาของผมจับจ้องอยู่

เขาหันมาตรงที่ผมนั่งพอดี เราจึงได้สบตากันโดยไม่ได้ตั้งใจ

แต่ก็เพียงครู่เดียวเท่านั้น เพราะเจ้าหน้าที่ประจำโต๊ะ ปึงปังขึ้นมาจนเขาต้องหันกลับไป

 

     “เฮ้ย…เราลองไปถามกันดูก่อนเถอะ เมียไอ้เกริกออกไปรับลูกที่โรงเรียน ไม่รอแล้ว”

     ไอ้ตั้มเดินหน้าแดงระเรื่อเข้ามาทัก แล้วพยักเพยิดหน้าไปทางโต๊ะให้บริการ

     สำหรับผู้เข้ามาติดต่อโรงพัก

ผมเดินตามมันไป เราถามหาคนที่แทงไอ้เกริก เจ้าหน้าต้อนรับบอกว่า

ทำได้เพียงพาเราไปดูตัวคนร้าย แต่ไม่อนุญาติให้เข้าใกล้หรือเข้าหาโดยตรง

 

     ….. และเป็นชายคนนั้นเองที่ผมเพิ่งได้สบตาเมื่อครู่

     คนๆนี้คือครูชัด มือมีดที่แทงไอ้เกริก

 

     จังหวะนั้นเจ้าหน้าที่คู่สนทนาของครูชัดก็ลุกขึ้น

     เพื่อนำเขาให้ลุกจากโต๊ะเดินไปยังห้องขัง

แล้วตอนนั้นเอง ที่ทั้งคู่กำลังจะเดินผ่านตรงหน้าเรา  - ไอ้ตั้ม

ซึ่งกรุ่นด้วยลมหายใจเหม็นเบียร์ ก็กราดเข้าไปอย่างเร็ว จนเจ้าหน้าที่ผู้เดินนำเรามา

เกือบจะรั้งตัวมันไว้ไม่ทัน

 

     “ไอ้สัตว์!! ครูเหี้ยภาษาอะไรวะ?! แทงพ่อของนักเรียน มึงมานี่เลยไอ้เหี้ย!!”

          “เฮ่ย!! นี่คุณสงบสติหน่อย อย่าให้ผมต้องรุนแรงนะ!”

          ไอ้ตั้มถูกตะคอกปราม ในขณะที่โดนรั้งตัวไว

     “มึงเป็นเหี้ยอะไรมาแทงเพื่อนกูเกือบตาย?!!” มันแหกปากใส่ครูชัด

     ทว่าผู้ถูกถามดูจะไม่ต้องการตอบโต้อะไรด้วย

     “ไอ้สัตว์!! กูพูดกับมึงนะไอ้ควาย!”

          “นี่คุณ!! มันจะมากไปแล้วนะ!”

     เจ้าหน้าที่เตือนอีกครั้งด้วยท่าทีเหลืออด ในขณะที่พาตัวครูชัดเดินไปที่ห้องขัง

     “ไอ้เหี้ย!! มึงจะพูดไม่พูด?!” ไอ้ตั้มยังไม่ยอมหยุด
     - ทันใดนั้น

     ครูชัดหยุดเดิน ยืนหันหลังนิ่งที่บริเวณประตูผ่านเข้าโซนห้องขัง แล้วหันกลับมา

     “มึงมองกูเหรอ?! มองหน้ากูเหรอ?! ไอ้สัตว์!!!” ไอ้ตั้มตะโกนโหวก

ครูชัดมือมีดรอจนสิ้นเสียงโวยวายของไอ้ตั้ม แล้วเขาจึงพูดออกมาเบาๆ ว่า

“…. เพราะสินีนาฏเธอไม่ผิด เธอเป็นแค่เด็ก ผมผิดเองที่พูดกับเธออย่างนั้น

แต่ที่ผิดมากที่สุด คือพ่อเลวๆ ของเธอนั่นแหละ…. ”

     - ไอ้ตั้มได้ฟังดังนั้นก็งงไปประเดี๋ยว แล้วแหวออกมาเสียงดัง
     “เหี้ยอะไรของมึง?!! พูดเหี้ยอะไรไม่รู้เรื่อง , สัตว์!! แน่จริงมึงมานี่เลย!!”

 

และเป็นอีกครั้งที่ครูชัดเมินคู่สนทนา

          “รีบเดินมาได้แล้ว! คุณก็เหมือนกัน ถ้ายังไม่เลิก ผมจะจับให้ไปอยู่
          กรงเดียวกันซะเลย!!” เจ้าหน้าที่ผู้เดินนำหน้าครูชัด ออกปากสั่ง

          ทุกคนจึงค่อยๆแยกย้าย ปล่อยให้ครูชัดเดินต่อไปสู่ห้องขังในที่สุด

     เหตุการณ์วุ่นวายทั้งหมดจึงจบลงเท่านี้

     จะเหลือก็เพียงแต่เสียงกึ่งบ่นกึ่งโวยของไอ้ตั้ม

ที่ถูกผมขอร้องแกมลากตัวมัน ให้ออกไปพ้นๆจากที่นีเสียที

 

 

 

 

     เวลาย่ำค่ำ ณ ร้านดื่มแห่งหนึ่ง ที่ไอ้ตั้มใช้ความเป็นเพื่อนบังคับให้ผมมานั่งด้วย

     “สัตว์!! เดี๋ยวแม่งต้องเจอกูไอ้ครูเหี้ยเนี่ย!” พูดจบมันเทเหล้าครึ่งแก้วพรวดลงคอ

     “กูจะตามเล่นแม่งให้ตาย มึงคอยดู!!” มันประกาศกร้าว

“เฮ้ย.…พอเหอะ มึงอะไรนักหนาวะ? แม่งก็ได้อยู่คุกชัวร์ๆแล้ว มึงจะอะไรอีก?

…. ใจเย็นๆ เหอะมึง”

     “เย็นพ่อเย็นแม่มึงสิ!! ไอ้เหี้ยนี่แทงเพื่อนเราเกือบตายนะโว้ย!

     มึงจะเย็นทำเหี้ยอะไร?!”

“เออ!!! แล้วมึงจะร้อนทำเหี้ยอะไรหล่ะ?! จบก็จบไปแล้ว หลักฐานทุกอย่างก็แน่นหนา”

ผมเองก็ชักเก็บอารมณ์หงุดหงิดไว้ไม่อยู่

     “ก็แค่ขังคุกแล้วมันยังไงวะ?! ข้อหาพยายามฆ่ามันกี่ปีเอง?!

     ไม่คุ้มเหี้ยอะไรกับที่ไอ้เกริกโดนแทงเลย!   มึงนี่ก็เหี้ย!!!

     เพื่อนโดนแทงยังพูดอะไรแบบนี้อยู่ได้!!”

“เออ!!! กูเหี้ยใช่มั้ย?!” ผมหมดความอดทน

“ถ้ากูเหี้ยนะ!! แล้วไอ้เกริกเรียกว่าอะไร?!   สัตว์! มึงก็รู้คนอย่างแม่งน่ะ

ไปทำเค้าซะขนาดนั้นถึงที่ทำงาน, ถึงที่โรงเรียน  จนเค้าจะโดนไล่ออก

กับไอ้เรื่องพูดไม่เข้าหูกันแค่เนี๊ยะ!  ไอ้ห่า!! แม่งจะเล่นกันให้พังไปข้าง!

มันจะอะไรกันนักหนาวะ?!”

     “ไอ้เหี้ยหมี!!! เพื่อนมึงจะตายรอมร่อไม่คิดถึง เสือกไปใส่ใจไอ้ครูหน้าเหี้ยที่ไหนไม่รู้

     มันแทงเพื่อนมึงนะโว้ย!! เพื่อนหน่ะ?! นั่นเพื่อนมึงนะ?!”

“เออโว้ย!!! เพื่อนก็เพื่อนซิวะ แต่ใครทำอะไรมันก็ต้องว่าไปตามนั้น

ลูกมันถูกด่า มันถึงขั้นจะไปทำลายชีวิตเค้า   เหี้ย! อย่างงั้นมันก็เกินไป

เค้าก็อาจแค่ทำตามหน้าที่ครูนะโว้ย”

     “…อ๋อ!!... มึงอย่างนี้นี่เอง! เห็นแม่งเป็นครูเหมือนมึง มึงก็เข้าข้างกัน…

     ไอ้เหี้ย!! พ่อพิมพ์แม่พิมพ์ของชาติ? ว่างั้นเหอะ?! ดีจะตายห่าพวกครูอย่างมึงหน่ะ!

     สูงส่งนัก!! ไอ้การหากินกับเด็กหน่ะนะ! …. พอ!!! กูกลับละ! ไอ้เหี้ย!!!

     เอ้า นี่! กูจ่ายเอง!!

     ไอ้สัตว์หมี มึงเก็บตังค์มึงไว้สมทบทุนเปิดสาขาใหม่แดกตังค์เด็กเถอะ ไอ้เหี้ย!!!”

    

     ไอ้ตั้มฟาดแบงค์พันสองใบลงบนโต๊ะแล้วลุกเดินออกไป

ทิ้งผมที่ยังไม่มีโอกาสโต้ตอบกับคำครหาสุดท้ายอันหนักหน่วงของมัน

ไว้กับความโกรธและเกลียดชัง จนแทบจะลุกขึ้นมาคว่ำโต๊ะ!!!

     ….ให้ตายเถอะ!!! ผมจะทำอย่างนั้นจริงๆ

….ถ้าไม่ใช่เพราะกลัวคนเค้าจะจำหน้าได้ เพราะการออกอากาศประชาสัมพันธ์

และโฆษณามากมายของสถาบันท่ี่เพิ่งทำไป โดยผมเล่นเป็นพรีเซ็นเตอร์ซะเอง

และกับสายตาจากโต๊ะรอบข้างที่พุ่งเป้ามานั่น ก็ทำให้ได้อายพออยู่แล้ว

จึงต้องพยายามข่มใจ รีบเช็คบิลแล้วเดินออกจากร้านให้เร็วที่สุด

 

 

 

 

 

…………………………..………………………………………………………………………………………………

 

    

     สามทุ่มครึ่ง ผมจอดรถและดับเครื่องหน้าสถาบัน “แฮปเป้นแมตส์” สาขาสี่

     อันเกิดจากความเหนื่อยยากทั้งหมดที่ผ่านมาของผม

 

ป้ายไฟบอกชื่อสถาบันขนาดเกือบสิบเมตรสว่างไสวอย่างท้าทายความมืด

ผมมองเด็กหนุ่นสาวมัธยมที่เพิ่งจะติวเสร็จ เดินออกมาจากตัวอาคาร

บางคนสีหน้าอ่อนล้า บางคนเดินหยอกเล่นหัวเราะกับกลุ่มเพื่อน

บ้างเดินเกี่ยวแขนออกมาเป็นคู่

 

     และวูบหนึ่ง ลมกลางคืนพัดผ่านมา

พาให้กระโปรงสั้นเหนือเข่าของเด็กสาวปลิวเปิดขึ้นเพยิบพยาบ

แต่ ก่อนที่จะได้มีโอกาสร้องวี๊ดว้าย

แฟนหนุ่มหน้ามนที่เดินเคียงคู่กันมาก็จับหลังชายกระโปรงของเธอดึงปิดลง

แล้วถือโอกาสใช้มือของเขาสัมผัสบั้นท้ายของเธอ อย่างลูบไล้จงใจชัดเจน

เธอหันมองขวับแล้วหยิกเข้าที่แก้มของเขา ในขณะที่มือของเขาก็ยังทำภารกิจเดิมอยู่

อย่างลึกล้ำขึ้นเสียด้วยซ้ำ

     ทั้งสองมองตากันแล้วหัวเราะคิกคัก

 

 

 

 

 

     ครึ่งชั่วโมงถัดมาผมยังคงนั่งอยู่ในรถ

กลิ่นเบาะหนังผสมกับกลิ่นพลาสติกใหม่เอี่ยมอันเป็นเอกลักษณ์ของรถใหม่ป้ายแดง

ลอยเอื่อยอบอวนทั่วทั้งคัน    

     ผมหลับตาลง

     พยายามลืมภาพผิวเนื้อต้นขาขาวผ่องของเธอ และมือไม้อันซุกซนของแฟนหนุ่ม

….. ไอ้ลมยามดึกเจ้ากรรม มันทำถึงขั้นว่าเปิดเผยกางเกงในสีส้มครีมของเธออย่างโจ่งแจ้ง

….. ซึ่งเป็นสีที่ดูเข้ากันกับบรรยากาศราตรีอย่างไม่เก้อเขิน!

 

     มันเป็นเรื่องบ้าอะไรอย่างนั้น!!

 

 

 

…………………………..………………………………………………………………………………………………

 

     ผมเปิดคลื่นวิทยุฟังเพลง

     เพื่อจะได้ปรับเปลี่ยนความรู้สึกที่วิ่งวุ่นในสมองเสียหน่อย

     และหลังจากที่สตาร์ทรถขับออกไปได้ไม่นาน -

“~~~ ปั๊ป ปั๊ป ปา ดา ลืมเรื่องเลวร้าย ปัญหามากมาย แล้วมาเต้นกัน

let’s shake your world สะโพกของเธอ และเอวของฉัน ~~~~”

     ไอ้เพลงนี้อีกแล้ว จะเปิดกันทั้งวันเลยหรือไง?

….เปล่า ผมเองก็ไม่ได้รังเกียจอะไรมากมายนัก แค่มันบ่อยไปหน่อย

เพราะบางครั้ง ผมก็อยากฟังเพลงอารมณ์อื่นบ้าง

 

     …..ว่าแล้วก็เลยนึกเพลินๆ ถึงเพลงที่เคยฟังสมัยเป็นวัยรุ่น

     นึกไปนึกมา ก็พบว่ารอยยิ้มเริ่มกลับมา อารมณ์ผมคงดีขึ้นบ้างแล้ว
     จากเหตุการณ์วุ่นวายทั้งหลายแหล่ของวันนี้

 

     ซึ่งพอรู้ตัวอีกที ผมก็กำลังฮัมเพลง ร้องตามเสียงจากลำโพงอยู่ อย่างเบิกบาน
     “~~~ ปา ดา ปา แค่เธอกับฉัน แล้วผ่านมันไป ~~~”

 

 

 

 

 

และแล้วรถของผมก็แล่นมาถึงถนนเส้นที่คุ้นเคย

 

ผมมองไปนอกกระจก

 

     ริมถนนนั้น เด็กสาวในชุดนักศึกษากวักมือเรียกให้ผมจอด

กระจกระบบออโต้เลื่อนลงอย่างนุ่มนวลและเงียบเชียบ

     เธอเดินชะโงกหน้าเข้ามาใกล้

กลิ่นหอมหวานและปลายผมของเธอ พริ้วแผ่ว ผ่านเข้ามาในตัวรถ

ผมยกมือขวาขึ้น ทำสัญลักษณ์ชูหนึ่งนิ้ว

เธอเอียงคอมองค้อน แล้วยกมือขึ้นชูสองนิ้ว

 

ผมยิ้ม

 

     ….. และเราสองคนพยักหน้าให้กันและกัน …..

 

 

 

 

 

 

Recommend